ข่าว

ชี้ไทยรับแผนที่1:2แสนเลิกMOUไม่เป็นผล

ชี้ไทยรับแผนที่1:2แสนเลิกMOUไม่เป็นผล

17 ก.พ. 2554

“จุฬาฯ” จัดสัมมนา “ฝ่าวิกฤตชายแดนไทยเขมร” “สุรชาติ” ชี้ไทยยอมรับแผนที่ 1:200,000 นานแล้ว ระบุมีคนไทยร่วมปักปัน ย้ำเลิก MOU ไม่เป็นผลเพราะอย่างไรต้องรับ 3 สัญญา 1 อนุแผนที่ ที่ทำไว้ในอดีต ย้ำหากรับไม่ได้ก็มีแต่ต้องรบเท่านั้น ด้าน “ธงชัย วินิจจะกุล”

(17ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานรัฐศาสตร์ภาคประชาชนครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤตชายแดนไทยเขมร” โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ   คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ และ นายธงชัย วินิจจะกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา   ดำเนินรายการโดย นายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์   อาจารย์ภาควิชาการปกครอง   คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ

            นายสุรชาติ กล่าวว่า ในสมัยเรียนเราพูดน้อยมากเกี่ยวกับการเสียดินแดน   แต่ผลพวงจากกระบวนการกล่อมเกลาที่เกิดขึ้นที่ได้สร้างให้เรารู้เรื่องบางเรื่อง   คนยุคหลัง หากไล่เรียงจะพบว่าฝรั่งเศสเข้ามาสู่ตะวันออกเฉียงใต้ในปี 1859   ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และมุ่งหวังจะเข้ามามีอิทธิพล และเกิดวิกฤติ รศ. 112 และเป็นที่มาของการเสียดินแดนต่างๆซึ่งจริงๆแล้วก็คือเขตอิทธิพล เป็นพื้นที่ในความควบคุม  

            นายสุรชาติ กล่าวว่า ปัญหาคือเราไม่มีเส้นเขตแดนกำกับประเทศ หรือความเป็นรัฐสมัยใหม่ โดยรัฐสมัยใหม่มีอำนาจอธิปไตย ซึ่งเส้นเขตแดนคือเส้นที่ระบุว่าอำนาจอธิปไตยของรัฐสิ้นสุดที่ใด จึงเกิด 3 สัญญาและ 1 อนุแผนที่ ซึ่งในหลวงเราให้สัตยาบันในสัญญาทั้งสามฉบับ ปัญหาอยู่ที่อนุสัญญา 1904 คือ ข้อ 1 ระบุให้ใช้สันปันน้ำ   แต่ในข้อ 3 กลับระบุว่ากรณีเส้นเขตแดนให้คณะกรรมการผสมเป็นผู้ปักปัน ซึ่งก็มีการตั้งกรรมการปักปันทั้งสองฝ่ายมิได้ทำแต่เพียงฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียว   โดยมี พล.ต. หม่อมชาติเดชอุดม เข้าร่วมเป็นประธาน ด้วย ซึ่งก็คือแผนที่ 1:200,000

            นายสุรชาติ กล่าวต่อว่า เมื่อพิมพ์เสร็จก็ได้เก็บไว้ตามสถานที่ต่างๆทั่วโลก จึงเป็นการถือว่ารัฐบาลสยามยอมรับการปักปันและแผนที่ดังกล่าว    เรื่องดังกล่าวไม่มีเรื่องลับหรือแผนที่ลับ ทุกอย่างทำในที่เปิด เพราะไม่ใช่ดาวินชี่โค้ด เราต้องยอมรับก่อนว่า เรามีสามอนุสัญญากับหนึ่งแผนที่   และเมื่อปี 2505 ศาลโลกก็ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา   แต่ต่อมาจอมพลสฤษฎิ์ ก็พยายามยื้อและสร้างกระแสชาตินิยมเช่นการเอาธงลงจากยอดเสา

            นายสุรชาติ ประเด็นตกลงได้เฉพาะตัวปราสาท หรือได้พื้นที่ แต่รัฐบาลจอมพลสฤษฎิ์    ได้ลากเส้นรอบพื้นที่ไว้หมดแล้ว แต่เรากลับสร้างทฤษฎีว่า ได้เฉพาะตัวปราสาท   เหมือนกับลืมโทรศัพท์วางไว้บนโต๊ะ โดยโต๊ะยังเป็นของเรา จะตีความแบบนี้ไม่ได้   การได้ ไม่ใช่เฉพาะตัวปราสาทอย่างที่เราเข้าใจ เพราะไม่ใช่สังหาริมทรัพย์

            นายสุรชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ระบุว่ารัฐบาลขอสงวนสิทธิ์การตัดสินนั้น ขอเรียนว่า ศาลโลกเป็นศาลเดียวไม่มีการอุทธรณ์ คำตัดสินเป็นสิ้นสุด แต่หากรัฐบาลยืนยันการสงวนสิทธิ ต้องไปดูว่ามีอายุความหรือไม่ หรือมีข้อใดกำหนดว่าการสงวนสิทธิมีอยู่ตราบชั่วฟ้าดินสลาย   ซึ่งจริงๆไม่มีเลย กำหนดเวลาการสงวนสิทธิมีแค่สิบปี และจนถึงปี 2515 เราก็ไม่เคยมีหลักฐานใหม่ไปแสดง  

            นายสุรชาติ กล่าวอีกว่า มีผู้โต้แย้งว่ามณฑลบูรพายังเป็นของไทย โดยอ้างสนธิสัญญาโตเกียว ปี 2484 แต่ปรากฏว่าต่อมาญี่ปุ่นแพ้สงคราม หากวันนั้นชนะเราก็อาจจะได้ดินแดนแถบนั้นคืน แต่เราก็จะเสียดินแดนทางเหนือและทางใต้ นอกจากนี้นช่วงปี 2489 เราอยากเป็นสมาชิกสหประชาชาติ หากยึดดินแดนของฝรั่งเศสคืนมา เราก็จะเป็นสมาชิกไม่ได้ จึงเกิดคณะกรรมการประนอมขึ้นมา จึงเรียกกันว่า   “ ฝันดีที่โตเกียว ปี 84 ฝันร้าย ที่นิวยอร์กปี 89”

            นายสุรชาติกล่าวต่อว่า เอ็มโอยู 43 คือกรอบความตกลงว่หากมีปัญหาข้อพิพาท ข้อตกลงจะยืน ตาม 3 สัญญา และ 1 อนุสัญญาการจะเลิกหรือไม่เลิก ก็ไม่ทำให้ข้อตกลงของเดิมหายไปไหน แต่ถ้าเลิก เราจะกลายเป็นรัฐที่ไม่มีความน่าเชื่อถือในกระบวนการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ

“เรารับเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ ถ้าเรารับและทำใจไม่ได้ ก็เหลือเพียงอย่างเดียวคือไปรบที่ภูมิซรอล เพราะเราไม่รับทุกอย่าง หรือก็ปล่อยให้ปัญหาเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศเหมือนปี 2505 อีกครั้ง ถ้าเรายังทำเลาะกันอีก 4 ปีที่ประชาคมอาเซียนจะเกิดจะทำอย่างไร ” นายสุรชาติกล่าว

            นายธงชัย กล่าวว่า ความคิดเรื่องการเสียดินแดนมีในหลายประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของชาตินิยมหลายประเทศในเอเชีย โดยมีลัทธิความเขื่อการทำให้ชาติตัวเองถูกรังแก ไม่ใช่เพื่อประจานแต่เป็นการปลุกเร้า เราบอกว่าเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้น แต่เหรียญอีกด้านคือการบอกว่าเราถูกทำให้รู้สึกว่าเราถูกรังแกตลอดเวลา   เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องความเชื่อหมดเลย   ที่หาข้อพิสูจน์ทางประวัติศาสตร์ไม่ได้

นายธงชัย กล่าวต่อว่า การได้มาเสียไปของดินแดนเป็นเรื่องปกติ คนที่เสียที่สุดคือประเทศราช ไม่ใช่สยาม เวียดนาม หรือ หงสาวดี เพราะแต่ละคนก็มีเมืองขึ้น แต่เราใช้ทัศนะปัจจุบันเรื่องอธิปไตยการเสียดินแดนมาจับ ความสัมพันธ์ เมื่อก่อนมันไม่ใช่แบบนี้   รัฐสมัยโบราณเป็นแบบเจ้าพ่อ ที่ไม่ได้ตายตัวด้วยอธิปไตยเหนือดินแดน   เราเสียกรุงให้พม่า เราก็ไม่ได้เสียดินแดน แต่เราก็เป็นประเทศราช เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพม่า   นี่คือระบบรัฐโบราณ   นอกจากนี้เมืองขึ้นยังขึ้นต่อหลายรัฐมิได้ขึ้นต่อเพียงรัฐเดียว   และเมืองเหล่านี้เรามักจะอ้างว่าเราเสียดินแดน   และด้วยวิธีแบบนี้ทำให้เราทำแผนที่ไม่ได้

“เราเอาวิธีคิดแบบสมัยใหม่จับสมัยเก่า การเชื่อแบบนี้ เป็นเรื่อง เหลวไหลไร้สาระเป็นความเชื่อผิดๆ ลัทธิเสียดินแดนอยู่บนพื้นฐานประวัติศาสตร์ที่ตีความผิดๆ “ นายธงชัยกล่าว

นายธงชัย กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการตีเส้นเป็นมรดกของอาณานิคม แต่ก็อยู่ที่ว่าเราจะเข้าใจมรดกเหล่านั้นอย่างไร   หากจะเอาเรื่องเขตแดนและแก้ปัญหาด้วยการรบ เราสามารถรบได้รอบประเทศไทย   เพราะดินแดนที่อาณานิคมทิ้งไว้เข้ากันไม่ได้กับอาณานิคมแบบโบราณ   หรือการเอาแม่น้ำเป็นเส้นเขตแดนก็ใช้ไม่ได้ เพราะเมื่อก่อนใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางคมนาคม หากเอามาเป็นเส้นเขตแดนก็เท่ากับตัดกลางชุมชน     หรือการเอาสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนก็สามารถเปลี่ยนได้   ซึ่งก็ไม่มีประเทศไหนที่รับเป็นเส้นที่แน่นอน สันปันน้ำต้องมาพร้อมกับการตีเส้นเขตแดนที่ชัดเจน ดังนั้นทำไมเราไม่ปล่อยเรื่องนี้เป็นเรื่องของเทคนิคและให้รัฐบาลที่มีความสัมพันธ์ที่ดีจัดการเรื่องแบบนี้

 นายธงชัย กล่าวต่อว่า กรณีพรหมแดนเขาพระวิหารกับปราจีนบุรีเป็นคนละประเภท   เพราะบริเวณปราจีนฯ มีปัญหาเพราะพรหมแดนด้านนั้นรัฐไทยเคยใช้เป็นทางผ่านให้คนกัมพูชาเข้าออก คือ เขมรแดนเข้ามาหลบในประเทศจึงต้องเอาหลักเขตออก

นายธงชัย กล่าวต่อว่า วันนี้เราน่าจะพอเข้าใจเหตุของวิกฤติในสี่ห้าปีที่ผ่านมา อย่างปัญหาของกัมพูชาเป็นอาการของโรคที่เกิดจากการเมืองไทย   อันเนื่องมาจากสองปจจัยขัดแย้ง คือ 1 .สภาพเศรษฐกิจสังคม ในชนบท เปลี่ยนไปแล้ว แต่คนชั้นนำในสังคมกลับไม่เข้าใจ เขาเรียนรู้ว่าระบบการเลือกตั้งดีสำหรับเขา พอค่อยๆเปลี่ยนก็ถูกขัดจังหวะ   ประเทศไทยโชคร้ายที่ปล่อยให้ปัญหาของคนไม่กี่คนฉุดกระชากลากถูให้ประเทศไปไม่ได้

นายพิชญ์ กล่าวว่า ที่เราต้องการเจรจาแบบทวิภาคี มันเสร็จเราแน่ เพราะเราคิดว่าเราคุมน้ำมัน กัมพูชาอยู่ในกำมือ เพราะเรายังถือความได้เปรียบเรื่องการค้า เรื่องน้ำมัน   โดยเราลืมคิดว่าเราอ่อนในเรื่องการเจรจาระหว่างประเทศ   คิดแต่จะเอากำลังรบไปเปรียบเทียบ