ข่าว

เผยเขมรยังไม่รับถก"เจบีซี"27ก.พ.นี้

เผยเขมรยังไม่รับถก"เจบีซี"27ก.พ.นี้

17 ก.พ. 2554

"ชวนนท์" ชี้ "กัมพูชา" ไม่เคยระบุคนเจรจาปัญหาไทย - เขมร พร้อมยังไม่ตอบรับร่วมประชุมเจบีซี 27 ก.พ.นี้ นายกฯยินดี ส.นักข่าวเป็นตัวกลาง ชี้ไม่ใช่เวทีทะเลาะโชว์เขมร วอนรับผิดชอบประเด็นละเอียดอ่อน หวังเป็นเอกภาพในการแก้ไขปัญหา พธม.ปัดข้อเสนอสมาคมฯ อ้างไม่อยา

(17ก.พ.) นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สดทางรายการหมายเหตุ 01 ประเทศไทย ห้อข้อ “ยูเอ็นเอสซี นำไปสู่สันติภาพ” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 โดยตอนหนึ่งระบุว่า ประเทศไทยได้เสนอกัมพูชา ให้มีการจัดประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา (เจบีซี) ในวันที่ 27 ก.พ. แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบจากทางกัมพูชาแต่อย่างใด ทั้งนี้ฝ่ายไทยยังเชื่อว่า กลไกเจบีซี ยังเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะวิ่งบ้าง เดินบ้าง แต่กลไกการเจรจายังใช้ได้และมีความคืบหน้าอยู่มาก อีกทั้ง การประชุมเจบีซียังคงเป็นเรื่องของไทยและกัมพูชา ที่ต้องมาเจรจากัน และเป็นประเทศที่รู้เรื่องรายละเอียดนี้ดีที่สุด จะให้ประเทศสมาชิกอาเซียนมาเข้าร่วมหรือรับรู้ก็คงไม่ใช่เรื่อง เค้าคงลำบากใจและไม่รู้เรื่องดีไปกว่าไทยและกัมพูชา สิ่งเหล่านี้ เป็นท่าทีของไทยที่ต้องยืนยันในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ในวันที่ 22 ก.พ.นี้ ที่กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย

 นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า กัมพูชาต้องยอมรับมติของยูเอ็นเอสซีกลับคืนสู่โต๊ะเจรจาทวิภาคี เพื่อหารือถึงหาทางออกในปัญหาข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร และปัญหาชายแดน ส่วนในเรื่องอื่นๆ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจตามแนวชายแดน การลงทุนระหว่าง 2 ประเทศ การไปมาหาสู่กัน และการท่องเที่ยว ตนก็ยังเห็นว่า เดินหน้าต่อไปได้ หากดูตัวเลขการท่องเที่ยวและการค้าก็ยังปกติ

 เมื่อถามว่า กัมพูชาปฏิเสธที่จะเจรจากับไทย หากรัฐมนตรีต่างประเทศยังคงเป็นนายกษิต ภิรมย์หรือไม่ นายชวนนท์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กัมพูชาไม่เคยระบุตัวบุคคลที่ต้องการเจรจาว่า หากเป็นคนนี้ไม่ยอมเจรจา หรือจะเจรจากับคนนี้ เชื่อว่า ทั้ง 2 ประเทศยังสามารถพูดคุยอยู่บนเนื้อหาสาระ โดยคนที่เป็นมืออาชีพเค้าไม่ได้เลือกว่าต้องเจรจากับใคร และเนื้อหาสาระไม่ได้อยู่ที่จะเจรจากับใคร แต่สาระอยู่บนผลประโยชน์ที่สองประเทศจะได้รับ

นายกฯยินดีส.นักข่าวเป็นตัวกลางถกไทย-กัมพูชา
 
 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่อาคารรัฐสภา 2 นายวิสุทธิ์ คมวัชพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นำผู้บริหารสมาคมฯ เข้ายื่นหนังสือเชิญรัฐบาลเข้าร่วมเวทีกลางที่สมาคมฯจัดขึ้นเพื่อถกประเด็นปัญหาเรื่องพื้นที่เขตแดนไทยและกัมพูชาให้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หลังจากได้นำหนังสือไปเชิญฝ่ายพันธมิตรเมื่อช่วงเช้าในวันเดียวกัน โดยในเวทีดังกล่าวทางสมาคมนักข่าวฯยังไม่ได้กำหนดวัน-เวลา-และสถานที่ โดยระบุเพียงผู้ดำเนินรายการว่าเป็น นายเทพชัย หย่อง ผอ.สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย

 จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ในหลักการรัฐบาลไม่ได้ขัดข้องอยู่แล้ว ก็อยู่ที่เรื่องของการกำหนดเวลา แต่ว่ารูปแบบที่รัฐบาลอยากจะเน้นย้ำคืออยากให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราอยากจะสร้างความเข้าใจกับความเป็นเอกภาพในส่วนของบ้านเมืองของเรา ไม่ใช่เรื่องที่มาทะเลาะกันให้ประชาชนหรือให้กัมพูชาเห็นและไม่ใช่เวลาที่ต่างฝ่ายต่างมาโฆษณาในโทรทัศน์ ถ้ามีความจริงใจก็เอามาคุยกันเพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจบนความรับผิดชอบ เพราะว่าการคุยกันเรื่องของการต่างประเทศและความมั่นมันมีความละเอียดอ่อนระดับหนึ่ง

 “อันนี้รัฐบาลยินดีเลยถ้าทุกคนมีเจตนารมณ์อย่างนี้ก็มานั่งคุยกันเพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจ ว่าทุกฝ่ายกำลังรักษาผลประโยชน์ของประเทศ แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะมาทะเลาะกันให้กัมพูชาดู ไม่ใช่เรื่องที่จะเอาข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนออกมาแล้วทำให้ไทยเสียเปรียบมากขึ้นอย่างนี้ก็ไม่ควร ถ้าอยู่บนความรับผิดชอบเจตนารมณ์ตรงนี้ รัฐบาลพร้อมและอยากทำมาตลอด ถึงได้บอกว่าปัญหาอยู่ที่ข้อมูลไม่ตรงกันก็เอามาแลกเปลี่ยนกันมันก็จะทำให้เราเดินหน้าไปได้ คือเรื่องนี้ยิ่งเรามีความเป็นเอกภาพเท่าไหร่ การแก้ไขปัญหาต่างๆก็จะดีขึ้น” นายกฯ กล่าว

ปัดบีบ"วีระ-ราตี"ขออภัยโทษ

 นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรโจมตีรัฐบาลในการประเด็นการช่วยเหลือนายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ว่า ตนก็อยากให้หยุดกล่าวหาซึ่งกันและกัน เพราะวันนี้ตนเห็นมีคนไปพูดอีกแล้ว กรณีของนายวีระ ซึ่งรัฐบาลได้ทำหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกและหารือกับทั้งทนาย และญาติของทั้งสองคนเพราะทั้งสองคนมีความเดือดร้อน ส่วนแนวทางการต่อสู้นั้นในเบื้องต้นเจ้าตัวหรือผู้รับมอบอำนาจจะเป็นคนตัดสินใจ

 “รัฐบาลไม่ไปบีบไม่ไปอะไรหรอกครับ รัฐบาลพยายามทำหน้าที่ในการประสานงานและช่วยเหลือให้ดีที่สุด ผมก็ไม่เข้าใจว่าคนที่ไปกล่าวหารัฐบาลเกี่ยวกับสองคนนี้มีเจตนาอะไร ทำไมถึงเอาความเดือดร้อนของคนมาเล่นการเมือง เราต้องการช่วยอย่างเต็มที่และได้อธิบายแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรเลยกับทั้งทนายความและญาติของคนทั้งสองแล้วก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด ไม่มีใครอยากเห็นสภาพที่มันเกิดขึ้นอย่างนี้ ก็มาช่วยกันแก้ไขปัญหา”นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งเราให้ความสนใจและเอาใจ แต่ว่าขณะนี้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเรื่องปากท้องก็เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ และพยายามแก้ไขปัญหา ฉะนั้นตนเรียกร้องว่าถ้าเจตนาคือการปกป้องแผ่นดินก็มาคุยกัน มาสร้างความเป็นภาพและอย่าบั่นทอนการทำงานในการช่วยเหลือคนไทยและการปกป้องอธิปไตยในการเดินหน้าต่อไปในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลยังต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของอาเซียน มรดกโลกและสหประชาชาติ

 เมื่อถามว่าพันธมิตรอ้างเสมอว่าไม่ได้รับการติดต่อจากรัฐบาลจะมีการส่งเทียบเชิญหรือไม่ นายก กล่าวว่า ไม่จริงครับ

พธม.ยื่นเงื่อนไขไม่ดีเบตวันเดียวกับนายกฯ

 เมื่อเวลา 10.40 น. ตัวแทนสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ประกอบไปด้วยนายวิสุทธิ์ คมวัชพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายพิพัทธ์ ชนะสงคราม อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพ นายอนุพงศ์ ไชยฤทธิ์ กรรมการฝ่ายต่างประเทศ ได้เข้าเดินทางเข้าพบและยื่นหนังสือถึงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และคณะกรรมการรวมพลังปกป้องแผ่นดิน โดยมีนายปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ โฆษกพันธมิตรฯ และนายประพันธ์ คูณมี โฆษกคณะกรรมการรวมพลังปกป้องแผ่นดิน เป็นตัวแทนรับหนังสือ และร่วมหารือถึงแนวทางความเป็นไปได้ที่สมาคมนักข่าวฯเสนอตัวขอเป็นผู้จัดเวทีกลางระหว่างพธม.กับรัฐบาล ที่จะชี้แจงร่วมกันผ่านสื่อมวลชนถึงกรณีข้อพิพาทไทย - กัมพูชา ที่ยังคงเป็นปัญหา

 ภายหลังจากใช้เวลาร่วม 40 นาที การหารือจึงได้เสร็จสิ้นลง โดยนายปานเทพ กล่าวว่า เมื่อได้รับเอกสารทางพธม. ก็มีเงื่อนไข เพราะพธม.มีการพูดคุยกับรัฐบาลผ่านการถ่ายทอดสดมาแล้ว 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2553 การเจรจาครั้งนั้นพบข้อบกพร่องเพราะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินรายการเองและพูดคุยคนเดียวจนจับรายการ แต่ภาคประชาชนมีเวลาพูดได้น้อยมาก จากนั้นได้มีการเจรจากันทางลับระหว่างรัฐบาลและภาคประชาชนเพื่อเปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอีก แต่พธม. ก็ไม่ได้รับการตอบสนองกับรัฐบาล ดังนั้นการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับพธม. จบแล้ว การดีเบตก็จบแล้วและคู่กรณีไม่ใช่ภาคประชาชนกับรัฐบาล แต่เป็นเรื่องระหว่างไทย - กัมพูชาที่ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

 นายปานเทพ กล่าวว่า จุดยืนของพธม. พร้อมที่จะให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างเต็มที่ พธม. จึงเสนอว่าเพื่อให้ประชาชนสามารถรู้ข้อมูลข่าวสารได้ รูปแบบที่สมาคมฯเสนอมานั้นให้มีคนกลางเป็นผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องสื่อมาสอบถามรัฐบาลและภาคประชาชนนั้น ควรให้เวลา 3 ชั่วโมง มีความต่อเนื่องกัน ซึ่งไม่ควรจะอยู่วันเดียวกัน โดยอาจจะมีการจับสลากเพื่อความเป็นธรรม แต่เพื่อความเป็นธรรมมากกว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องพูดก่อน เพราะนายกรัฐมนตรีมีโอกาสพูดคุยกับสื่อภาครัฐได้อีกยาว

 นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนี้ ที่มีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องพื้นที่ 4.6 ตาราง กิโลเมตร เวทีนี้จึงเป็นเวทีที่จะจัดให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ตรงกัน ส่วนเรื่องวันเวลาและรูปแบบสมาคมฯเสนอว่า จะมีตัวแทนฝั่งรัฐบาลและพธม. มีสื่อมวลชนอาวุโสและมีความรู้ในกรณีดังกล่าวอาทิ นายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย นายกวี จงกิจถาวร บรรณาธิการอาวุโส เครือเนชั่น นายวีระ ธีระภัทรานนท์ นัดจัดรายการชื่อดังเป็นผู้ดำเนินรายการจากนี้ตัวแทนสมาคมฯจะเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อการเสนอจัดเวทีกลางเพื่อให้ข้อมูลไปถึงประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง ที่มีความเห็นต่างกัน ไม่ใช่เสนอตัวเพื่อแก้ข้อขัดแย้งระหว่างพธม. กับรัฐบาลแต่อย่างใด

 นายประพันธ์ คูณมี กล่าวว่า ขอบคุณสมาคมที่มีเจตนาที่ดีที่จะให้มีการนำเสนอข้อเท็จจริงกับประชาชน พธม.ยินดีจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพราะเจตนารมณ์ของสมาคมต้องการที่จะให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟัง ทางพธม. เห็นว่าวิธีที่พธม.เสนอ เป็นวิธีที่นำเสนอข้อเท็จจริงได้ครบถ้วนของทั้ง 2 ฝ่าย และจะเป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่อยากจะฟังปัญหาข้อเท็จจริงของประเทศ และหลีกเลี่ยงที่จะตอบโต้ และการปะทะกันทางความคิด จากที่เคยดีเบตมาแล้ว ภายใต้รูปแบบที่ให้เวลาเดียวกันแต่คนละวัน

 นายประพันธ์ กล่าวว่า วิธีดังกล่าว ทำให้ไม่มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบ และพธม.จะมีโอกาสตอบข้อซักถามอย่างเต็มที่ ยืนยันว่าการมาชุมนุมในครั้งนี้ ไม่ได้ชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล หรือเอาชนะด้วยคำพูดหรือการดีเบต แต่ต้องการแก้ปัญหาชายแดนเพราะเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อทุกคน การที่พธม.เรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบเพราะเห็นว่าการแก้ไขปัญหา มันผิดพลาดล้มเหลวและนำความเสียหายมาให้ ซึ่งเป็นการเรียกร้องภายใต้กรอบระบอบประชาธิปไตย ว่านายกฯควรแสดงสิปิริตทางการเมือง

 เมื่อถามว่าพธม. จะไม่ลองไปทบทวนให้มีการพูดคุยในเวลาเดียวกันหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า ต้องไม่ใช่เวลาเดียวกัน เพราะการให้ข้อมูลจากภาคประชาชนต้องมีความต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง มิเช่นนั้นจะไม่รู้เรื่อง หากให้มีการโต้ตอบหรือฝ่ายหนึ่งพูดก่อนหรือหลังก็จะทำให้อีกฝ่ายหลุดช่วงเวลาพาร์มไทม์ไป หากไม่มีข้อจำกัดเช่นนี้ ก็จะไม่มีความเหลื่อมล้ำ

 เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่ว่าการชี้แจงผ่านสื่อในครั้งนี้กัมพูชาจะนำเอาข้อมูลมาใช้ประโยชน์ นายปานเทพ กล่าวว่า ต้องมีความระมัดระวัง เรียนว่าข้อมูลที่รัฐบาลใช้อยู่ไม่ได้ถูกใช้ในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) อีกทั้งข้อมูลที่รัฐบาลนำไปพูดกับคนไทยไม่ได้ถูกใช้ในเวทีนานาชาติ รวมถึงบทบัญญัติมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญระบุแล้วว่าไม่สามารถจะเอาเรื่องเขตแดนเป็นความลับต่อไปได้ ต้องเป็นเรื่องที่เปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริง ทั้งนี้กัมพูชาเองก็ไม่ได้มีข้อมูลที่แตกต่างจากไทย เพราะมีสนธิสัญญาที่ไทยได้ลงนามกับกัมพูชา จึงไม่มีเรื่องอะไรที่เป็นความลับ เป็นเรื่องที่กัมพูชาและรัฐบาลไทยรู้อยู่แล้วแต่ประชาชนไทยไม่รู้

 นายประพันธ์ กล่าวว่า ข้อมูลที่จะนำเสนอจะไม่ใช่เรื่องความลับทางการทหาร ไม่ใช่ความลับทางความมั่นคง แต่เป้นเรื่องปัญหาทางกัมพูชา เรื่องที่เป็นผลกระทบและอ่อนไหวจะไม่มีการนำมาพูด

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ภายหลังจากการเข้าพบนายกรัฐมนตรีแล้ว สมาคมฯ จะกลับไปหารือเพื่อหาช่องทางดำเนินการต่อไป