
พาณิชย์เล็งล่บี้4โรงงานน้ำมันพืชผลิตเพิ่ม
พาณิชย์เตรียมไล่บี้ 4 โรงงานน้ำมันพืช ได้รับจัดสรรน้ำมันปาล์มนำเข้าแต่ยังไม่ยอมผลิตออกมา ทำขาดตลาด จ่อชะลอนำเข้ารอบ 2 จำนวน 1.2 แสนตัน หลังราคานำเข้าสูงมากหวั่นราคาขายปลีกแพงขึ้นอีก
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบโรงงาน 10 แห่งที่ได้รับการจัดสรรน้ำมันปาล์มในโควตานำเข้าพิเศษ 3 หมื่นตัน พบว่า จนถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ มีโรงงานที่ผลิตน้ำมันบรรจุขวดออกมาแล้ว 6 โรงงาน แต่ที่เหลืออยู่ 4 โรงงาน ยังไม่มีสินค้าออกมาจำหน่าย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะเร่งติดตามว่าเกิดปัญหาอะไรจึงยังไม่ยอมผลิตสินค้าออกมา ทั้งที่ตอนนี้สินค้าขาดตลาดอย่างมาก โดยโควตาน้ำมันปาล์มดิบใสของ 4 โรงงานมีปริมาณรวม 12,850 ตัน คิดเป็นปริมาณน้ำมันปาล์ม 9,814,000 ลิตร หรือบรรจุขวดลิตรได้ 9.814 ล้านขวด
มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีความเป็นไปได้สูงว่ากระทรวงพาณิชย์ อาจชะลอนำเข้าน้ำมันปาล์มรอบสองจากต่างประเทศ 1.2 แสนตัน ที่กำหนดให้ทันก่อนวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ ออกไปก่อน เพื่อรอดูภาวะราคาและตลาดสินค้า เนื่องจากตอนนี้ราคานำเข้าสูงมาก ซึ่งหากนำเข้ามาจะทำให้ราคาขายปลีกแพงขึ้น รวมถึงอาจกระทบให้ราคาปาล์มในประเทศตกลง ประกอบกับสถานการณ์ผลผลิตในประเทศเริ่มคลายตัว เริ่มมีผลปาล์มฤดูใหม่ออกสู่ตลาด รวมถึงการที่กระทรวงพลังงานยังได้ปรับนโยบายผลิตน้ำมันบี 5 ลงเหลือเป็น บี 2 จึงใช้น้ำมันปาล์มเข้าไปผสมลดลง
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในดำเนินการเอาผิดกลุ่มที่หวังผลประโยชน์ และโก่งราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มที่มีการฉวยโอกาสขายสูงถึงขวดละ 70 บาท ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถรับได้กับการฉวยโอกาส เพราะเป็นการค้ากำไรเกินควร และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่มีความต้องการซื้อน้ำมันปาล์มไปเพื่อการบริโภค โดยหากพบการกระทำการดังกล่าวให้ลงโทษทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ตระหนักถึงความเดือดร้อนของผู้บริโภค ที่ไม่สามารถหาซื้อน้ำมันปาล์มได้ จึงได้ให้กรมการค้าภายในปรับเปลี่ยนวิธีการกระจายน้ำมันปาล์มด้วยการให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) นำน้ำมันปาล์มจำนวน 10 ล้านขวด กระจายให้ถึงมือประชาชนตามแหล่งและสถานที่ต่างๆ และในวันนี้คาดว่าจะเหลือเพียงไม่ถึง 5 ล้านขวด และจะหมดลงไม่เกินวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ โดยในสัปดาห์นี้จะเร่งสรุปการนำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ จำนวน 1.2 แสนตัน ที่อยู่ระหว่างการเจรจาตกลงกับผู้ประกอบการ ว่าจะสามารถรับซื้อราคาน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศในสัดส่วนเท่าใด
ทั้งนี้ ยอมรับว่าราคาจำหน่ายตามเพดานที่กรมการค้าภายในกำหนดไว้ ขนาดขวด 1 ลิตรไม่เกิน 47 บาท ผู้ประกอบการอาจไม่สามารถรับได้ ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์จึงกำลังพิจารณาถึงความเหมาะสม ให้ขยายราคาเพดานจาก 47 บาท ออกไป ตามความเหมาะสม แต่สิ่งสำคัญจะต้องไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน และเมื่อทุกอย่างมีความชัดเจน คาดว่า การนำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ลอตแรกของ 1.2 แสนตัน จำนวน 30,000 ตัน น่าจะนำเข้าได้ในช่วงต้นเดือนมีนาคม และนำมาเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคไม่เกิน 3 วัน คาดว่าอย่างช้า กระจายน้ำมันปาล์มลอตดังกล่าวสู่มือผู้บริโภคได้ในช่วงต้นมีนาคมนี้
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันปาล์มในช่วงเดือนมีนาคมอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นช่วงที่ผลผลิตภายในประเทศเริ่มออกสู่ตลาดจำนวนมาก และหากผลผลิตมีจำนวนมากก็จะพิจารณาปริมาณการนำเข้าเพิ่มเติมที่ส่วนเหลืออีกครั้งหนึ่ง
ด้านนายฉัตรชัย ชูแก้ว ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการติดตาม ควบคุม กำกับดูแลและแกไขปัญหาน้ำมันพืชเพื่อการบริโภค กล่าวว่า ได้ส่งทีมสายตรวจพิเศษของกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายน้ำมันปาล์มในห้างค้าปลีก หลังได้รับการร้องเรียนว่ามีการลักลอบขายน้ำมันปาล์มจุกสีฟ้าทำกำไร รวมถึงขายเจาะจงแก่ผู้ใดผู้หนึ่งมากกว่าโควตาปกติ ส่งผลให้เกิดขาดแคลน และประชาชนทั่วไปไม่สามารถหาซื้อได้ ขณะเดียวกันจะตรวจสอบข้อมูลการรับสินค้าและจำหน่ายผ่านระบบคอมพิวเตอร์ด้วย
ขณะที่นายสรัญ รังคสิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกรณีที่มีการระบุว่าบริษัทมีการกักตุนน้ำมัน บี 100 จำนวนมากว่า ปัจจุบันหน่วยธุรกิจน้ำมัน ปตท. มีการสำรองไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ หรือ บี 100 ในปริมาณตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคน้ำมันดีเซลหมุนเร็วในประเทศ และไม่เกิดการขาดแคลน โดย ปตท. จะรับซื้อ บี 100 จากผู้ผลิตเพื่อนำมาผสมกับน้ำมันดีเซล และจำหน่ายเป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 3 ในปริมาณความต้องการของตลาดเท่านั้น
นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติให้ปรับลดสัดส่วนการผสม บี 100 ในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วจาก 3% ลงเหลือ 2% ทำให้ปัจจุบัน ปตท. ต้องเจรจาลดปริมาณการสั่งซื้อ บี 100 จากผู้ผลิตลงในสัดส่วนตามความต้องการเท่านั้น อีกทั้ง ราคา บี 100 ยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ปตท. จึงไม่มีเหตุผลในการกักตุน บี 100
ด้านนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวในกรณีเดียวกันว่า บางจากฯ และบริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด มีน้ำมันไบโอดีเซล บี 100 สำรองเพียง 4.5 ล้านลิตร เพื่อนำไปผสมกับน้ำมันดีเซลผลิตไบโอดีเซล บี 3 จำหน่ายให้แก่ประชาชน โดยปริมาณดังกล่าวเพียงพอต่อการจำหน่าย 20 วันเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับยอดจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล บี 3 ผ่านช่องทางการจำหน่ายของบริษัทบางจากฯ รวมทั้งจำหน่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันรายอื่น
ทั้งนี้ บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด มีสำรองน้ำมันปาล์มดิบเพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล บี 100 เพียง 7 วัน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก ดังนั้น เมื่อกลางเดือนมกราคม 2554 ที่ผ่านมา บริษัทบางจากฯ จึงได้ประกาศยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันดีเซล บี 5 เหลือเพียง บี 3 และตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เป็นต้นไป จะจำหน่ายดีเซลเกรดเดียว คือ บี 2 ทดแทน บี 3 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะที่น้ำมันปาล์มขาดตลาด ทำให้ราคาน้ำมันพืชปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล บี 2 เกรดเดียว ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบได้ถึง 1.5 ล้านลิตรต่อเดือน



