
ราคาอาหารโลกพุ่งถึงขีดอันตรายฉุดประชากรโลก 44 ล้านยากจน
วอชิงตัน-ธนาคารโลกเผยราคาอาหารโลกทะยานแตะระดับอันตรายแล้ว ประชากรหลายล้านดำดิ่งสู่ความยากจน เตือนอาจเป็นอุปสรรคขวางกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในอียิปต์ ตูนิเซีย
ธนาคารโลกออกรายงานฉบับใหม่เมื่อวันอังคาร (15 ก.พ.) ระบุว่าราคาอาหารโลกเฉลี่ยเดือนมกราคม ปรับตัวสูงขึ้น 29% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวของปีก่อน ต่ำกว่าสถิติสูงสุดเมื่อปี 2551 เพียงแค่ 3% เท่านั้น และประเมินด้วยว่าราคาข้าวโพด ข้าวสาลีและน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชากรโลกในประเทศกำลังพัฒนา ดำดิ่งสู่ความยากจนแล้ว 44 ล้านคนนับจากเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว
นายโรเบิร์ต โซลลิค ประธานธนาคารโลก แถลงเรื่องนี้ในกรุงวอชิงตัน ดีซีว่า ราคาอาหารที่แพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนในซีกโลกกำลังพัฒนาหนักที่สุด เพราะส่วนมากต้องใช้จ่ายเงินที่หาได้เกือบครึ่งไปกับอาหาร
ทั้งนี้ ดัชนีราคาอาหารของธนาคารโลกล่าสุด ช่วงตุลาคม-มกราคม ปรับสูงขึ้น 15% ปัจจัยหลักมาจากความผันผวนในตลาดข้าวสาลี ข้าวโพดและถั่วเหลือง โดยเฉพาะราคาข้าวโพดซื้อขายล่วงหน้าพุ่งขึ้นสองเท่า ส่วนหนึ่งเพราะแรงซื้อจากประเทศกำลังพัฒนาและอุตสาหกรรมไบโอดีเซลที่กำลังเติบโต ประเทศอุตสาหกรรมใหญ่อย่างสหรัฐไม่กระทบมากนักจากราคาอาหารสูงขึ้น เนื่องจากวัตถุดิบมีสัดส่วนไม่มากต่อราคาอาหารโดยรวม แต่ชาติกำลังพัฒนากระทบมาก เช่น ราคาข้าวสาลีในคีร์กิสถาน พุ่งขึ้น 54% บังกลาเทศ 45% และปากีสถาน 16%
ประธานธนาคารโลกเตือนว่า ราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจก่อความตึงเครียด ซ้ำเติมปัญหาความไม่สงบทางสังคมในประเทศอย่างอียิปต์และตูนิเซียที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและเปราะบาง หลังการลุกฮือโค่นอำนาจผู้นำกึ่งเผด็จการ โดยทั้งสองชาตินี้เป็นผู้นำเข้าข้าวสาลีรายใหญ่ นอกจากนี้ ราคาอาหารแพงยังอาจเป็นชนวนความไร้เสถียรภาพในเอเชียกลางและชาติอื่นๆ ในตะวันออกกลาง ประชาคมโลกจำเป็นต้องตระหนักในเรื่องนี้ และดำเนินมาตรการที่จะไม่เป็นการซ้ำเติมราคาอาหาร
ราคาอาหารที่พุ่งทะยานอย่างรวดเร็วเมื่อปี 2551 เคยเป็นชนวนเหตุจลาจลในหลายประเทศ โดย ณ เวลานั้น ธนาคารโลกประเมินว่ามีประชากรโลกราว 125 ล้านคน อยู่ในสถานะยากจนมาก
รายงานฉบับนี้มีขึ้นก่อนหน้าที่รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากกลุ่มประเทศจี 20 จะประชุมร่วมกันเป็นเวลา 2 วันที่กรุงปารีสในวันศุกร์นี้ ซึ่งนายโซลลิคได้เรียกร้องให้ผู้นำจี 20 ยกวิกฤติอาหารเป็นเรื่องใหญ่ และแสดงความเป็นห่วงที่บางประเทศอาจรับมือปัญหาราคาอาหารพุ่ง ด้วยการห้ามส่งออกหรือใช้มาตรการควบคุมราคาซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์ราคาอาหารเลวร้ายลง



