ข่าว

ขุนคลังไขข้อข้องใจ...ทำไมต้องประชาวิวัฒน์

ขุนคลังไขข้อข้องใจ...ทำไมต้องประชาวิวัฒน์

17 ก.พ. 2554

หลังจากมีกระแสการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในปีนี้ หลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลเร่งโหมมาตรการเอาใจประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าที่ขณะนี้เดินหน้า 9 มาตรการแก้ไขปัญหาประชาชน ภายใต้โครงการ "ร่วมเดินหน้า ปฏิรูปประเทศไทย” อย่างหนักจนถูกมองว่าเพื่อเหวี่ยงแหหาเสียง

รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้ 7 ใน 9 มาตรการกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดีเหมือนกำลังเปิดไฟเขียว อีก 2 มาตรการอาจจะติดไฟเหลืองอยู่ หรือต้องติดตามใกล้ชิด เพราะอาจต้องมีการปรับปรุงอีกหลายจุด แต่โดยรวมแล้วทุกอย่างกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะการลดค่าครองชีพประชาชน ทั้งการดูแลให้ไข่ไก่ราคาถูกลง การดูแลราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร การแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน การสนับสนุนให้ประชาชน 3 กลุ่ม ได้แก่ หาบเร่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และแท็กซี่ เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยเป็นธรรมวงเงิน 5 พันล้านบาท ที่เริ่มปล่อยกู้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

 "การดูแลกลุ่มหาบเร่ให้ขายในจุดผ่อนผันได้เพิ่มอีก 200 จุดหรือ 1.8 หมื่นคน ทาง กทม.กำลังดำเนินการ รวมถึงการขึ้นทะเบียนมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ถูกต้อง ขณะที่นายกรัฐมนตรีจัดประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 500 นาย เพื่อทำความเข้าใจในมาตรการเร่งลดอาชญากรรมให้ได้ 20% ภายใน 6 เดือน"

 นายกรณ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลเร่งดำเนินการไม่ได้เป็นการ ลด แลก แจก แถม ไม่มีนโยบายไหนที่แจกเงิน จะมีก็เพียงใช้เม็ดเงินงบประมาณ 2 พันล้านบาทในการสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มอาชีพอิสระได้รับการคุ้มครองด้วย ประมาณ 1.5 พันล้านบาท และที่เหลืออีก 500 ล้านบาท เป็นการจัดซื้อกล้องซีซีทีวีติดตั้งในจุดที่มีความสุ่มเสี่ยง

“จึงน่าจะตอบโจทย์ได้ว่าสิ่งที่รัฐทำเป็นประชานิยมหรือไม่ เพราะคำจำกัดความประชานิยมคือสิ่งที่ไม่ยั่งยืน สิ้นเปลืองงบ และหาคะแนนนิยม แต่ประชาวิวัฒน์ไม่สิ้นเปลืองงบ แถมบางอย่างยังช่วยประหยัดงบด้วยซ้ำ เช่น การใช้ไฟฟ้าฟรีตลอดชีพ ถือเป็นการช่วยเหลือคนจนจริง เพราะจากข้อมูลพบว่าคนเสียค่าไฟสูงสุดกับต่ำสุดมีความแตกต่างกันเพียง 60% ขณะที่เวียดนามแตกต่างกันถึง 400%

รัฐบาลจึงเห็นควรให้ยกเว้นค่าไฟให้คนกลุ่มล่างสุดที่ใช้ไฟไม่เกินเดือนละ 90 หน่วย ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายเพียง 3% ของค่าไฟทั้งหมดหรือเป็นเงินประมาณหมื่นกว่าล้านบาท แต่ช่วยได้ถึง 9 ครัวเรือน และเพื่อป้องกันไม่ให้คนรวยที่มีบ้านหลายหลังจึงไม่ค่อยได้ใช้ไฟได้สิทธิไฟฟรีไปด้วยจึงกำหนดให้เอามิเตอร์ 5 แอมป์เป็นเครื่องชี้วัด เพราะบ้านคนรวยส่วนใหญ่จะใช้ 15 แอมป์ ซึ่งการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ การไฟฟ้าไม่ควรจะผลักภาระไปยังคนชั้นกลาง จึงต้องรอดูโครงสร้างค่าไฟที่จะออกมาอีกครั้ง หากตอบโจทย์สังคมได้และมีเหตุมีผลเพียงพอก็น่าจะได้รับการยอมรับ

รมว.คลัง กล่าวถึงกระแสที่ถูกมองว่ามาตรการที่ออกมาเป็นการเกาไม่ถูกที่คันว่า นโยบายของรัฐบาลคงตอบไม่ได้ทุกโจทย์ ในการปฏิรูปการเมือง สังคม เศรษฐกิจ คงต้องเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยจัดลำดับความสำคัญของปัญหาเพื่อหยิบยกมาดำเนินการก่อน  และหลายเรื่องคาราคาซังมานาน เช่น ปัญหาผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับวินมอเตอร์ไซค์ และปัญหาขายของบนทางเท้า จึงต้องประสานความร่วมมือกันทั้งกทม. มหาดไทย โดยมีนายกฯ เป็นเจ้าภาพ ทำให้สามารถเดินหน้าไปได้เร็ว

ปัญหาหาบเร่แผงลอยในกทม.มีการค้าขายกันมานานแล้วและส่วนใหญ่เป็นการขายนอกจุดผ่อนผัน ทำให้สุ่มเสี่ยงจะถูกกลั่นแกล้งโดยเจ้าหน้าที่หรือมาเฟีย อย่างไรก็ตาม คงกวาดล้างทางเดินไม่ได้ทั้งหมดและคงไม่มีใครคิดจะทำด้วย เพราะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในเมืองแต่ต้องจัดระเบียบอย่าให้วางขายสะเปะสะปะมากกว่า

นายกรณ์ยังกล่าวชี้แจงถึงความจำเป็นในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรว่า แม้จะเป็นเรื่องที่นายกฯ ไม่อยากทำมากที่สุดแต่ก็ต้องทำ เพราะหากปล่อยให้ราคาขึ้นสูงกว่านี้จะทำให้ต้นทุนค่าขนส่งแพงขึ้นและทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย แต่การดูแลจะยึดหลักการว่ากองทุนน้ำมันจะต้องไม่อยู่ในสถานะติดลบ เพราะก่อนหน้านี้เคยติดลบถึง 6 พันล้านบาท ขณะนี้มีอยู่ 2 หมื่นกว่าล้านบาท เมื่อเก็บมาจากประชาชนก็ต้องนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์

“จริงๆ แล้วดีที่สุดรัฐบาลต้องไม่ช่วยใครเลย แต่ประเทศเรายังห่างไกล ต้องมีบางกลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือ หน้าที่ของรัฐบาลคือการจัดสรรทรัพยากรว่าใครควรได้รับอะไร แม้นายกฯ ไม่อยากให้เข้าไปอุ้ม แต่เป็นข้อตกลงกับบริษัทขนส่งว่าหากน้ำมันดีเซลเกิน 30 บาทจะต้องให้ปรับราคา แม้ว่าขณะนี้เอกชนจะเปลี่ยนไปใช้แอลพีจีหรือเอ็นจีวีแต่น้ำมันดีเซลยังเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญ ส่วนของเบนซินนั้นส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางและคนมีเงิน จึงไม่ต้องเข้าไปอุ้ม”

นายกรณ์กล่าวว่า ประเด็นที่ถูกมองว่ารัฐบาลทำเพื่อหาคะแนนเสียงนั้นคงหลีกเลี่ยงไมได้ เพราะบังเอิญปีนี้นายกฯ ประกาศไปแล้วว่าจะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งใหม่ จึงเป็นสิ่งที่ว่ากันไม่ได้ เพราะถือว่าเดินไปตามครรลองทางการเมือง แต่ทำให้ถูกต้องเหมาะสม และระหว่างนี้ก็ยังเดินหน้าทำงานต่อไป โดยเฉพาะการผลักดันกฎหมายสำคัญๆ