
พลังงานห่วงน้ำมันพุ่งถึง100ดอลล์ตะวันออกกลางวุ่นหนุน-รณรงค์ใช้พลังงานทดแทน
เตือนประชาชนลดใช้น้ำมัน หันพึ่งพลังงานทดแทน มองมีโอกาสราคาพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังความวุ่นวายในตะวันออกกลางลุกลาม ขณะที่อากาศยังหนาวเย็น ส่วนแอลพีจียอดการใช้เพิ่ม คาดปีนี้นำเข้า 1.2 ล้านตัน
นายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลจากปัญหาความไม่สงบในอียิปต์ที่ขยายวงไปยังประเทศอื่นในตะวันออกกลาง และหากสภาพอากาศยังหนาวเย็นต่อเนื่อง ประกอบกับแรงเก็งกำไรของนักลงทุน อาจส่งผลให้ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นแตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้ จึงขอให้ประชาชนลดการใช้น้ำมัน เปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทนต่างๆ
ทั้งนี้ ยอดการใช้พลังงานเดือนมกราคม 2554 ลดลงจากเดือนธันวาคม 2553 เกือบทุกชนิด มีสาเหตุจากเดือนธันวาคมปีที่ผ่าน มีวันหยุดเทศกาลติดต่อกันหลายช่วง ประกอบกับราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2553 ส่วนยอดการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือแอลพีจีในเดือนมกราคม 2554 เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2553 ประมาณ 4% และคาดว่าภาพรวมของการใช้แอลพีจีในปีนี้จะมีการนำเข้าเดือนละ 1 แสนตัน หรือปีละ 1.2 ล้านตัน โดยแต่ละเดือนความต้องการใช้แอลพีจีอยู่ที่ 5.3 แสนตัน แต่ในประเทศผลิตได้เดือนละ 4.1 แสนตัน
สำหรับเดือนมกราคม 2554 มีการนำเข้าแอลพีจี 1.14 แสนตัน มูลค่า 3.3 พันล้านบาท โดยการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่ 6 ของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ยังไม่สามารถผลิตได้เต็มกำลังการผลิต
ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การปรับราคาแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรมจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต โดยต้นทุนจะเพิ่มขึ้น1.3-1.4% ต่อการขึ้นราคากิโลกรัมละ 1 บาท จึงเสนอให้รัฐบาลชะลอการปล่อยลอยตัวแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมออกไป 3-5 ปี เพื่อลดผลกระทบ
ขณะที่นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ในระยะยาวการปล่อยลอยตัวแอลพีจีเป็นสิ่งที่ดีที่สุดหากพิจารณาตามกลไกตลาด เพื่อให้ต้นทุนเป็นไปตามตลาดโลก และสะท้อนราคาที่แท้จริง แต่การลอยตัวเร็วเกินไป อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าที่ใช้แอลพีจีเป็นหลักได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จึงเสนอให้ชะลอการลอยตัวแอลพีจีออกไป 1-2 ปี เพื่อให้เวลาปรับตัวและหาพลังงานอื่นมาใช้ทดแทน หากผู้ประกอบการปรับตัวไม่ทันหรือถึงขั้นปิดกิจการ ผลที่จะตามมาคือการว่างงาน
นายสุทัศน์ ปัทสิริวัฒน์ ผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ค่าไฟฟ้าแบบผันแปรอัตโนมัติ หรือค่าเอฟที รอบหน้าเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าเชื้อเพลิงทุกชนิดในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นด้วย รวมทั้งนโยบายประชาวิวัฒน์เรื่องไฟฟ้า 90 หน่วยของรัฐบาล ทำให้ผู้ที่ใช้ไฟฟ้ามากรับภาระค่าไฟสูงขึ้นในการปรับค่าเอฟทีรอบใหม่



