ข่าว

ประกันแรงงานนอกระบบการจัดการยังน่าห่วง

ประกันแรงงานนอกระบบการจัดการยังน่าห่วง

17 ก.พ. 2554

ในช่วงกว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมามีการพูดกันมากถึงนโยบายประชาวิวัฒน์ หรือบางคนเรียกว่า “ประชานิยม” ที่รัฐบาลประกาศออกมา พร้อมมาตรการ 9 ข้อ ที่เน้นการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนกลุ่มต่างๆ รวมไปถึงการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

 หลายมาตรการฝ่อตั้งแต่เริ่มต้น เช่น กรณีไข่ชั่งกิโลที่มีกระแสตอบรับน้อย แต่มาตรการขยายสวัสดิการประกันสังคมไปสู่แรงงานนอกระบบ หากทำได้จริงน่าจะเกิดคุณูปการแก่ประชาชนกลุ่มใหญ่ที่เป็นกำลังแรงงานของประเทศมากกว่า 23 ล้านคน

 ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เห็นว่า การขยายสวัสดิการให้แก่แรงงานนอกระบบ และการให้สินเชื่อพิเศษแก่แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้างและผู้ค้าหาบเร่แผงลอย หากรัฐบาลทำได้จริงจะเป็นผลงานที่สร้างชื่อและเรียกคะแนนนิยมได้มาก เพราะเปิดโอกาสให้คนที่ไม่เคยได้รับสิทธิประโยชน์ได้เข้ามาอยู่ในระบบและได้รับการดูแลด้านสิทธิประโยชน์ที่จำเป็น และคาดว่าจะมีจำนวนผู้เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์หลายล้านคนจากแรงงานนอกระบบมากกว่า 24 ล้านคน

 ซึ่งแยกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระทั่วไป อาทิ แท็กซี่ สามล้อมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หาบเร่ แผงลอย ช่างเสริมสวย แรงงานภาคเกษตรรวมไปถึงอาชีพที่มีรายได้สูงอย่างเช่น ทนายความ แพทย์ ที่มีกิจการเป็นของตนเอง และกลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มอาชีพรับจ้างต่างๆ อาทิ ผู้รับงานไปทำที่บ้าน รับจ้างทำของ รับจ้างตามฤดูกาล รับจ้างในกิจการประมงรวมไปถึงรับจ้างทำงานบ้าน และคนขับรถส่วนตัว

 สวัสดิการประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบนั้น ทำในรูปแบบรัฐร่วมจ่ายสมทบกับผู้ประกันตน โดยในขั้นต้นนี้รัฐทำเป็น 2 แพ็กเกจให้เลือกตามความสมัครใจ คือแพ็คเกจแรก 100 บาท ผู้ประกันตนจ่าย 70 บาท รัฐสมทบ 30 บาท จะได้สิทธิประโยชน์เงินทดแทนเมื่อขาดรายได้ จำนวนหนึ่งเมื่อเข้าพักรักษาในโรงพยาบาลอย่างน้อย 2 วัน เงินค่าชดเชยเมื่อทุพพลภาพหรือเสียชีวิต ส่วนแพ็กเกจที่สอง 150 บาท ผู้ประกันตนจ่าย 100 บาท รัฐสมทบ 50 บาท จะได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนแพ็กเกจแรก และบวกเพิ่มเงินบำเหน็จชราภาพซึ่งตรงบำเหน็จชราภาพนี้แรงงานนอกระบบยังสามารถเลือกสมทบเพิ่มเติมมากกว่าที่กำหนดไว้ก็ได้

 แม้ในระยะแรกคาดว่าจะมีคนเริ่มเข้ามาสู่ระบบไม่มากราว 2.5 ล้านคน แต่ในทางปฏิบัติการเข้าถึงคนกลุ่มนี้ต้องใช้กำลังคนจำนวนมากและการจัดระบบบริหารจัดการทั้งจำนวนแรงงานที่จะเข้าสู่ระบบและระบบการส่งเงินสมทบ เพราะคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากกว่าแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมเดิม

 "แรงงานนอกระบบเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ อยู่กระจัดกระจาย ในทางปฏิบัติต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมาก เพื่อให้ลงไปถึงระดับหมู่บ้าน ให้เข้าถึงคนกลุ่มนี้ เพราะหากเขาไม่มาขึ้นทะเบียนก็ยากที่จะรู้ได้ ในทางปฏิบัติจึงต้องเชื่อมโยงการทำงานหลายฝ่าย ทั้งกลไกของกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อลงไปให้ถึงคนเหล่านี้ และควรต้องเร่งประชาสัมพันธ์ เพราะทุกวันนี้บางคนยังไม่เข้าใจ"

 "ยงยุทธ" เห็นว่า นโยบายนี้ควรแยกการบริหารจัดการกองทุนของแรงงานกลุ่มใหม่นี้คนละส่วนกับกองทุนประกันสังคมเดิมและมีเจ้าหน้าที่ดูแลเฉพาะ เหมือนตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาอีกหน่วยงานหนึ่ง เพื่อดูแลกองทุนของคนกลุ่มนี้ เช่นเดียวกับเรื่องของแรงงานต่างด้าว เมื่อมีฐานมาจากการอุดหนุนของรัฐบาล และการบริหารจัดการก็อาจเกิดปัญหาจากความเสี่ยงของตัวแรงงานที่อาจเข้าออกสูง การส่งเงินสมทบขาดความต่อเนื่อง ทำให้ยากในการบริหาร

 เมื่อรัฐบาลจะใช้นโยบายอย่างนี้ได้ก็หมายความว่ารัฐบาลต้องหาเงินเก่งด้วย เพื่อไม่ให้เกิดภาระงบประมาณในอนาคตรัฐบาล การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกลุ่มนี้เป็นนโยบายใหญ่ที่ต้องทำต่อไปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย