
ทางเลือกใหม่ในการบริหารจัดการการชุมนุมสาธารณะ
ผมมีความเชื่อว่าต่อให้ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะจะออกมาแล้ว ประเด็นเรื่องการชุมนุมสาธารณะก็ไม่มีวันจบง่ายๆ
ก็ไม่เป็นไรครับ แต่เราควรมีพื้นที่ในการถกเถียงในเรื่องนี้อีกสักหน่อย
ลองเริ่มจากการอภิปรายที่เป็นประเด็นปัญหา ก็คือฐานคิดที่ชื่อว่า "กฎหมายนิยม" กล่าวคือ เชื่อว่าถ้ามีกฎหมาย(เรื่องการชุมนุม) ทุกอย่างก็จบ
จะได้มีการจัดการกันได้ว่าตกลงจะเอาอย่างไร
อย่างน้อยในกรณีของตำรวจ (ซึ่งเป็นเจ้าภาพร่วมในการผลักดันร่างกฎหมายนี้ กับรัฐบาล) ก็อาจะเชื่อว่าโล่งอกสักที เพราะว่าเมื่อมีกฎหมายก็จะได้บังคับใช้กฎหมายได้ และยิ่งกรณีตำรวจที่เคร่งครัดในหลักการ เขาก็จะได้มีทางออกว่ากฎหมายนั้นมาจากสภา ก็จัดการให้เรียบร้อยซะก็จบ
บางคนก็เชื่อว่า ยังไงก็ดีกว่าตอนนี้ที่ผมได้ย้ำไปหลายครั้งแล้ว ว่ารัฐบาลมักจะชิงความได้เปรียบในการประกาศพื้นที่ตามกฎหมายความมั่นคงภายใน และกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมักจะมีนัยว่ารัฐบาลเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่า ในการเป็นผู้กำหนดว่าอะไรคือภัย อะไรคือข้อยกเว้นในการจัดการแรงต้าน และบางทีก็เลยเถิดไปถึงการกำหนดการนิรโทษกรรมตัวเองเมื่อใช้ความรุนแรง
การชิงความได้เปรียบนั้น แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในการสร้างภาพให้เห็นว่า กฎหมายความมั่นคงภายในนั้นมีไว้บริหารจัดการม็อบ เมื่อยังไม่มีกฎหมายจัดการม็อบโดยตรง แต่ในระยะยาว ถ้าแรงต่อต้านและไม่พอใจของประชาชนมีมากขึ้น กฎหมายฉุกเฉินเหล่านี้ก็จะย้อนกลับมาทำร้ายผู้ประกาศได้เองเช่นกัน
ในแง่ของการสร้างมาตรฐานต่อการที่คนออกมาแสดงความแตกต่างทางความคิดความเห็นของประชาชน
อีกตัวอย่างหนึ่งที่เริ่มพัฒนาขึ้นมาจากการต่อสู้เมื่อไม่นานนี้ ก็คือการสู้กันด้วยกฎหมายแพ่ง ในการขอความคุ้มครอง หรือป้องกันการละเมิดสิทธิของบุคคลที่อยู่ในละแวกของการชุมนุม
จากที่กล่าวมาแล้วนั้น ทุกแนวคิดเกี่ยวพันกับการใช้กฎหมายมาวางกรอบการบริหารจัดการม็อบ ขณะที่ในฝ่ายม็อบเองก็มักจะอ้างเอาสิทธิตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่ให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกที่ไม่ใช้ความรุนแรง (และยืนยันว่าสิ่งที่ตนแสดงออกนั้นไม่มีความรุนแรง)
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เพื่อจะปูพื้นฐานก่อนจะเข้าสู่ข้อสรุปว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่จะมีกฎหมายออกมาวางกรอบกติกาในการจัดการการชุมนุมที่มีคนยอมรับร่วมกัน
แต่ทั้งหมดนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางออก เพียงแต่เรามักไม่ค่อยมองเรื่องทางออกเท่าไหร่ เพราะการนำเสนอเรื่องของความขัดแย้งนั้นน่าตื่นเต้นกว่าการนำเสนอเรื่องทางออก
ลองย้อนกลับไปมองเรื่องของการพยายามเจรจากันของตัวแทนแกนนำเสื้อแดง กับตัวแทนผู้ประกอบการในย่านราชประสงค์
หรือเรื่องการพยายามเจรจาของผู้ว่าฯ กทม. กับม็อบเสื้อแดง
นั่นหมายความว่าบางที หมุดหมายสำคัญในการบริหารจัดการม็อบอาจจะไม่ใช่ความเชื่อเรื่องของกฎหมาย แต่หมายถึงการเจรจาต่อรองกันของฝ่ายต่างๆ เพื่อวางกติการะหว่างกันให้ได้มากที่สุด ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อรองกันว่าจะอดทนกันได้แค่ไหน
เป็นไปได้ว่าในช่วงที่จะชุมนุม และเมื่อมีการชุมนุม การเจรจาดังกล่าวจะต้องทำขึ้นตลอดเวลา มากกว่าเชื่อว่าจะมีกฎหมายชุดหนึ่งที่แก้ได้ทุกเรื่อง และทางที่ดีควรให้แต่ละฝ่ายหาตัวกลางมานั่งพิจารณาร่วมกัน ช่วยกันสอดส่องให้การชุมนุมนั้นไม่มีความรุนแรง และผลัดกันให้ประชาธิปไตยทำงานต่อไปได้
นั่นหมายความว่าฐานคิดใหม่คือเรื่องของการเจรจาต่อรองกันอย่างสันติ ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อว่ามีกฎหมายที่บังคับให้ทุกฝ่ายยอมรับและปฏิบัติตามได้เลย



