
เอาหอย สวนส้ม สวนลิ้นจี่ และปลาทู ไม่เอา โรงไฟฟ้าถ่านหิน ริมทะเล
โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ใช้พลังงานถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง บริเวณชายฝั่งทะเล ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม พร้อมท่าเทียบเรือและระบบลำเลียงเชื้อเพลิง
หากมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน มูลค่า 55,000 ล้านบาท จะมีผลกระทบต่อระบบป่าชายเลนที่แม่กลอง ดอนหอยหลอด อย่างมากมาย แหล่งอาหารทะเลที่ดีมีคุณภาพ มีที่เที่ยวที่เป็นธรรมชาติ มีหิ่งห้อย ธรรมชาติป่าชายเลนจะหมดไป ลิ้นจี่ ส้มโอเขาใหญ่ จะกลายเป็นเพียงตำนานไม่มีเรือให้นั่งชมแม่น้ำลำคลอง ไม่มีหอยหลอดให้หยอดปูนจับมาทำอาหาร ปลาทูก็จะไม่มีกิน
สุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว.สมุทรสงคราม กล่าวว่า โรงไฟฟ้าดังกล่าวได้เปิดซองประมูลไปแล้วเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2520 โดยมีบริษัท แบ๊บค็อก แอนด์ บราวน์ จากออสเตรเลีย และบริษัทล็อกซ์เล่ย์ของไทย ยื่นซอง เพื่อสร้างโรงไฟฟ้ายักษ์ที่ชายทะเลบ้านบางแก้ว หวังผลิตไฟฟ้าป้อนโรงงานอุตสาหกรรม 800 เมกะวัตต์ โดยใช้เวลาศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น และในการประชุมรับฟังความคิดเห็นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้ตอบข้อซักถามใดๆ ทั้งสิ้น
ขณะนี้ มีลงชื่อคัดค้านกว่า 5 หมื่นคน เพื่อแสดงออกว่า ไม่ต้องการโรงไฟฟ้าที่แม่กลอง
อำเภอแม่กลอง มีความอุดมสมบูรณ์ ทางเหนือเป็นสวนแบบดินยกล่อง ทางใต้เป็นทะเลตมเต็มไปด้วยสารอาหาร อยู่ในอ่าวไทย ถือเป็นดินแดนที่มีผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย นับแต่ลิ้นจี่ ส้มโอ องุ่น มะพร้าว ชมพู่ อาหารทะเล ปลาทู หอยแครง และหอยดอง
ถือเป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุด น้ำฝนดื่มได้ น้ำคลองยังไม่เน่า
ชาวแม่กลอง ได้เรียกร้องให้กำหนดเป็นพื้นที่ที่มีระบบนิเวศ 3 น้ำอันอุดมสมบูรณ์ของอ่าวไทยนี้ บริเวณพื้นที่ติดชายทะเลระยะทาง 23 กิโลเมตร ในเขตบางแก้ว บางจะเกร็ง แหลมใหญ่ คลองโคน รวมถึงทะเลตมปากแม่น้ำ ระยะทาง 3 กม. ให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ แรมซาร์ไซท์
บริเวณอ่าวไทยที่เรียกว่า พื้นที่ ก. หรือปากน้ำแม่กลอง เป็นแหล่งผลิต แหล่งเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหารที่สำคัญ เป็นแหล่งหากินของนกน้ำ โลมาและวาฬ ที่เป็นสัตว์สงวนคุ้มครอง
สุรจิต กล่าวต่อว่า การสร้างโรงไฟฟ้าที่ปากน้ำอ่าวไทยนี้ เท่ากับเป็นการนำเอาพื้นที่ที่ดีที่สุด แหล่งอาหารสุดท้าย ไปแลกกับความร้อน สารปรอท มลพิษ
ทั้งคนและปลา ก็จะกลายเป็น "ผู้พิการ"



