ข่าว

ฝ่ายค้านจวกงบต่างตอบแทนพรรคร่วม

ฝ่ายค้านจวกงบต่างตอบแทนพรรคร่วม

16 ก.พ. 2554

อภิปรายงบเพิ่มเติมปี 54 เริ่มแล้ว “เพื่อไทย” อัดงบเป็นนิติกรรมอำพราง-ต่างตอบแทนให้พรรคร่วม “อภิสิทธิ์” โต้ทันควัน จัดสรรแบบโปร่งใส ถนน-โรงเรียน พังต้องจัดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ลั่น ผมจะซ่อม สร้าง และฟื้นฟูชีวิตประชาชน

(16ก.พ.) เวลา 10.00 น. นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 พ.ศ....   โดยนายชัยก่อนเริ่มประชุมว่าให้เวลาพิจารณาจนถึงเวลา 24.00 น. ซึ่งคิดว่าใช้เวลา 12 ชั่วโมงก็เหลือเฟือแล้ว ดังนั้นเมื่อถึง 23.00 น.ก็ต้องปิดการอภิปราย ทำให้นายไพจิตร  ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวเรียกร้องขอให้ที่ประชุมเพิ่มเวลาให้ฝ่ายค้านอภิปรายร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวถึงวันที่ 17 ก.พ. เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจำเป็นต้องชี้ให้ประชาชนเห็นว่าการที่รัฐบาลของงบกลางปี จำนวน กว่าแสนล้านบาทนั้นเพราะอะไร ซึ่งหากรัฐบาลอยากได้เงินก็ต้องใช้เวลาชี้แจงเหตุผล

จากนั้นนายวิทยา  แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาล ชี้แจงว่าการใช้เวลาอภิปรายนั้นได้ยึดตามการประชุมพ.ร.บ.งบกลางปีของที่ผ่าน ๆ มา โดยแต่ละครั้งใช้แวลาไม่เกิน 10 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นวิปฯรัฐบาลได้ประสานไปยังพรรคฝ่ายค้าน เรื่องเวลาประชุม ซึ่งพรรคเพื่อไทย ได้ขอเพิ่มเวลา จาก 4 ชั่วโมง เป็น 6 ชั่วโมง ทางวิปฯรัฐบาลก็ยอมให้ แต่หากจะขอมากไปกว่านี้ คงไม่ดี  ทำให้นายชัย พูดตัดบทว่า เรื่องเวลาขอให้วิป 2 ฝ่ายไปตกลงกันเอง และเชิญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงหลักการและเหตุผลต่อที่ประชุม ว่า การตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 จำนวน ไม่เกิน 1 แสนล้านบาท สำหรับเป็นค้าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น 1.58 หมื่นล้านบาทและเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 8.4 หมื่นล้านบาท โดยมีเหตุผลจำเป็นคือรัฐบาลต้องนำเงินไปดำเนินการฟื้นฟู ช่วยเหลือ และแก้ปัญหาผลกระทบที่มาจากอุทกภัย และการจัดสวัสดิการด้านสังคมซึ่งไม่ทั่วถึง โดยเงินจำนวน 1.58 ล้านบาทนั้แยกได้เป็น 1. เพื่อฟื้นฟูและแก้ปัญหาผลกระทบจากภัยพิบัติ จำนวน 9.9 พันล้านบาท 2. งบตามแผ่นงานสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวน 4.9 พันล้าน และ 3. งบส่งเสริมการกระจายอำนาจปกครอง จำนวน 1 พันล้านบาท

จากนั้นนายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นถามนายกฯ ว่า ก่อนหน้านี้งบกลางปี 54 รัฐบาลเคยของสภา เพื่อนำไปใช้จ่ายเกี่ยวกับการฟื้นฟูภัยพิบัติ 4 หมื่นล้าน ซึ่งจากการติดตามพบว่าได้เบิกจ่ายไปแล้ว 2 หมื่นล้านบาท และยังเหลืออีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขอถามนายกฯ ว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องจัดสรรงบรายจ่ายเพิ่มเติมเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ภัยพิบัติและให้องค์กรส่วนท้องถิ่นอีกทำไม และจำเป็นหรือไม่

โดยนายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่าในส่วนงบกลางปี จำนวน 4.7 หมื่นล้านบาทนั้น ได้นำไปช่วยเหลือประชาชน และชดเชยความเสียหายด้านการเกษตรกรรม ไปแล้วประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท อีก 2.5 หมื่นล้านใช้จ่ายตามปกติ ดังนั้นเมื่อเทียบกับงบประมาณในปีอื่นๆ ก็จะพบว่าเงินที่เหลือจะสามารถใช่ได้เพียง 2-3 เดือนเท่านั้น   ถ้าดึงงบกลางปี มาใช้อีกก็อาจจะเป็นปัญหาได้ในอนาคต  ถึงการของบประมาณดังกล่าวรัฐบาลยืนยันในเรื่องความโปร่งใสได้นำเสนอรายละเอียดโครงการที่ขอไว้ในแผ่นซีดี ให้ส.ส.ได้ติดตาม

จากนั้นนายชัยได้ดำเนินการประชุมต่อ โดยได้ถามหาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งตามระเบียบต้องเป็นผู้นำการอภิปราย ทั้งนี้นายสุรพงษ์ โตวิจักรชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยได้ลุกขึ้นอภิปรายและกล่าวว่าตนได้รับมอบหมายจากพรรคเป็นผู้อภิปรายนำคนแรก แต่ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค ตามที่นายชัยยัดเยียด ทั้งนี้จากการตรวจสอบจากข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง พบว่าการประมาณการณ์รายได้ของรัฐบาลในปี 2554 นั้นถือว่ามีความคลาดเคลื่อน ดูได้จากการเปรียบเทียบรายรับ-รายจ่ายการคลังของประเทศ ตั้งแต่ปี 2553 ที่ตัวเลขคาดการณ์ไม่เป็นไปตามเป้า อาทิ ปี 53 จัดเก็บได้ 1.6 แสนล้าน แต่รัฐบาลคาดการ์ไว้ที่ 1.7 ล้านบาท  

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่าที่รัฐบาลระบุว่าตัวเลขเงินคงคลังเพิ่มขึ้น ตนมองว่าเพราะว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการยึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 4.7 หมื่นล้าน และนำไปใช้จ่ายเกี่ยวกับรายจ่ายประจำ อาทิ เบี้ยสวัสดิการข้าราชการ พนักงานของรัฐ นอกจากนั้นแล้วกรณีที่ตั้งงบไว้เพื่อจัดสรรให้กับองค์กรส่วนท้องถิ่น และกระทรวงต่างๆ นั้น ตนยืนยันว่าเป็นการให้ประโยชน์ต่างตอบแทนเพื่อใช้ในการหาเสียง

“ทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ในตำแหน่งอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่างบประมาณนี้เป็นนิติกรรมอำพราง เพราะงบที่แท้จริงไม่ใช่จำนวน 8.4 หมื่นล้าน แต่เป็นงบส่วน 1.58 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดสรรเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ เพราะไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนโดยเฉพาะงบก่อสร้าง พัฒนา สร้างถนน สะพาน หรือซ่อมแซม ไม่มีตัวเลขรายละเอียดที่ชัดเจน อาจเป็นที่มาของโอกาสของการเรียกผลประโชน์ ให้ผู้รับเหมาของตนเองเข้าไปหาผลประโยชน์” นายสุรพงษ์ กล่าว

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ชี้แจงตอบโต้นายสุรพงษ์ว่าการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวไม่ได้เป็นนิติกรรมอำพราง เพราะมีรายละเอียอของโครงการที่เสนอขออย่างครบถ้วน แม้กระทั่งโครงการใดที่มีวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาทก็ระบุรายละเอียในซีดีอย่างครบถ้วนพร้อมรูปถ่าย อย่างไรก็ตามการของบเพิ่มเติมนั้น เพื่อให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการงบ เพราะหากรัฐบาลไม่เสนองบกลางปี ไม่ว่าใครที่มาเป็นรัฐบาลต่อก็ต้องจัดสรรงบเพื่อชดใช้เงินคงคลัง ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการมัดมือมัดเท้ารัฐบาลชุดต่อไปจึงต้องของบรายจ่ายเพิ่มเติม  

“วันนี้การขอเงินเพิ่มเติม หากรายการไหนที่ท่านเห็นว่าไม่เหมาะสมขอตัดไปเลย และผมยืนยันตัดเที่ยวนี้ไม่มีการแปรกลับเพิ่ม และจะนำเงินที่เหลือเข้าคลัง เราได้พยายามกลั่นกรองในเรื่องที่จำเป็น ไม่ใช่เรื่องต่างตอบแทนหรือหาเสียง หากท่านเห็นว่าพื้นที่ใดทรุดโทรม แล้วจะซ่อมแซมภายหลัง ก็ขอให้นำไปใช้ในการหาเสียง แต่รัฐบาลนี้ไม่ทำ ผมจะซ่อม สร้าง และฟื้นฟูชีวิตประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ที่บอกว่าการจัดสรรงบเป็นการต่างตอบแทนพรรคร่วม ขอเรียนว่าในส่วนถนนพัง จะจัดงบไปที่กระทรวงวัฒนธรรมได้หรือ ผมก็ต้องจัดไปให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือกระทรวงคมนาคม โรงเรียนพังจะให้ผมจัดงบให้กระทรวงหมาดไทยหรือ ผมก็ต้องจัดให้กับกระทรวงศึกษาธิการ ผมมั่นใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลเขาดูความเป็นจริง หากท่านมองงบเป็นเรื่องต่างตอบแทนก็เป็นมุมมองของท่าน แต่ผมยืนยันยันว่ากระบวนการทำงบโปร่งใส ไม่มีการตอบแทน แต่เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานต่าง ๆ ” นายอภิสิทธิ์ชี้แจง