
จับตาสารพัดม็อบ"หนุน-ล้มรัฐบาล"
ยิ่งใกล้กลางปีช่วงจะมีการเลือกตั้งตามคำพูดของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ตามถนนหนทางในกรุงเทพมหานครกลับมีการเคลื่อนไหวจากหลากหลายกลุ่มมาชุมนุมเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ
ขณะนี้เท่าที่นับได้ประมาณ 5-6 กลุ่ม ที่แยกย้ายชุมนุมตามที่ต่างๆ เช่น เกษตรกรชาวไร่อ้อย จ.สุโขทัย ประมาณ 2,000 คน มายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อทวงถามความคืบหน้าในการแก้ปัญหาความเดือดร้อน รวมทั้งเรื่องต้นทุนขนส่งจากการย้ายโรงงานน้ำตาล และเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน มาร้องเรื่องประกาศเขตหวงห้ามทับที่ดินทำกินของประชาชน ซึ่งทั้งสองกลุ่มปักหลักอยู่บริเวณที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์, การชุมนุมของพนักงานบริษัทแม็กซิส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ปักหลักอยู่กระทรวงแรงงาน, กลุ่มคนพลัดถิ่นภาคใต้, กลุ่มคนไทยพลัดถิ่นภาคอีสาน บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า
และล่าสุด "กลุ่มสมัชชาคนจน" ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล จ.อุบลราชธานี จาก 3 อำเภอ ได้แก่ อ.โขงเจียม อ.สิรินธร อ.พิบูลมังสาหาร เตรียมนำชาวบ้านประมาณ 800 คน เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อกดดันให้รัฐบาลจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา และขอให้เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลอย่างถาวร
นอกจากนี้ยังมี "ม็อบประจำ" หมายถึงกลุ่มที่ปักหลักอยู่ประจำจุดต่างๆ เช่น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปักหลักอยู่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ และกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ที่ปักหลักอยู่บริเวณทำเนียบรัฐบาล
รวมกลุ่มผู้ชุมนุมที่มาเคลื่อนไหวในกรุงเทพฯ ขณะนี้เกือบหมื่นคน
ยังไม่รวม "ขาจร" อย่าง "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เคลื่อนไหวทำกิจกรรมเพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองเป็นระยะ
หลายคนตั้งข้อสังเกตการชุมนุมที่เกิดขึ้นพร้อมกันคล้ายไม่ได้นัดหมาย เพราะเป็นการชุมนุมของแต่ละกลุ่มอาชีพมาจากสถานที่ต่างๆ แต่เป็นการจู่โจมรัฐบาลพร้อมกัน
ทั้งที่บางกลุ่มที่น่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการต่างๆ ของรัฐบาล แต่ก็ยังเดินทางมาชุมนุมส่วนหนึ่งอาจได้รับความเดือดร้อนจริง เมื่อได้รับแรงกระตุ้นจึงเดินทางมาชุมนุม
แต่ขณะเดียวกันก็มีการมองกันว่ามีผู้ได้ประโยชน์แต่ไม่สมประโยชน์อาจเกิดความไม่พอใจ เพราะบางคนก็ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนดไว้เมื่อเวลาและโอกาสเหมาะจึงเดินทางมาชุมนุมด้วย
ส่วนจะมีนัยทางการเมืองหรือไม่เมื่อมีการส่งตัวแทนแต่ละฝ่ายมาเจรจาระดับหนึ่งก็จะปรากฏให้เห็นว่าคนลักษณะไหนที่อยู่นอกกติการ่วมเดินทางมา เพราะมีปัจจัยภายนอกสนับสนุน
อาจมีบางกลุ่มอยากให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น เนื่องจากฝ่ายของตนได้ประโยชน์ แต่ก็มีกลุ่มไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง เนื่องจากยังไม่พร้อม
ซึ่งความผิดแปลกของคนทั้งสองลักษณะนี้ จะฉายชัดทางการแต่งกายไม่ใช่ของแท้!
ความเคลื่อนไหวการชุมนุมของคนในพื้นที่แต่ละคน "ส.ส." ในแต่ละพื้นที่มี "หัวคะแนน" ติดตามความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดอยู่แล้ว
เหตุการณ์ความวุ่นวายทั้งภายในและภายนอกประเทศขณะนี้หลายฝ่ายเริ่มมองว่าสภาพเหตุการณ์มีความเหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือมีลักษณะคล้ายกับสมัยก่อนที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร จะถูกยึดอำนาจ
ปัญหาที่เริ่มรุมเร้ารัฐบาลอย่างหนัก นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลคิดขึ้นมุ่งเน้นแก้ปัญหาระดับรากหญ้า แต่ปัญหาของคนระดับกลางแม้เป็นคนกลุ่มน้อยแต่ก็เป็นหนึ่งเสียงในการเลือกตั้งรัฐบาลกลับไม่ได้รับการดูแล
ในขณะนี้ "คนหนุ่ม" ใกล้ชิดรอบตัวนายกรัฐมนตรี มีความมั่นใจว่าหากยุบสภาเลือกตั้งครั้งหน้ารัฐบาลชุดนี้โดยเฉพาะ "พรรคประชาธิปัตย์" จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง
แต่กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลกลับไม่คิดเหมือนกับคนใกล้ชิด "นายกรัฐมนตรี" และไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ทำไปทุกอย่าง เพื่อให้ "พรรคประชาธิปัตย์" ได้รัฐบาลจะพ่ายแพ้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
เพราะคนที่แวดล้อม "นายกรัฐมนตรี" แม้ว่าจะดูดีแต่ไม่มีประสบการณ์ บางครั้งมีเจอกับปัญหาหรือเหตุการณ์คับขันก็ทำให้ "นายกรัฐมนตรี" เพลี่ยงพล้ำและส่งผลต่อการพ่ายแพ้ทางการเมือง
โดยเฉพาะทำให้ผู้ที่สนับสนุนได้รับผลกระทบจากรู้ไม่เท่าทันของ "นายกรัฐมนตรี" ไปด้วย
ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ถึงทางตันการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่จึงถูกยกขึ้นมาเหมือนเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะคิดว่าการยุบสภา และหลังการเลือกตั้งจะเป็นการต่ออายุในอาชีพทางการเมืองของรัฐบาลชุดนี้อีกครั้ง
การขับเคลื่อนของกลุ่มพันธมิตรและกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ว่าจะยืนยันไม่จับมือร่วมกันในการเคลื่อนแต่เป้าหมายเดียวกันคือไม่เอารัฐบาล
ลึกๆ แล้วมีการมองกันว่าการเคลื่อนไหวของคนทั้งสองกลุ่มทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงคล้ายออกมาเพื่อยั่วยุให้เกิดการปฏิวัติบ้างอยากเห็น เพราะว่าอุตส่าห์สนับสนุน แต่ปัจจุบันตีตัวออกห่าง ส่วนอีกกลุ่มอยากเห็น เพราะอยากให้รัฐบาลเข้าใจความรู้สึกของคนถูกปฏิวัติและกลุ่มคนที่สนับสนุนพรรคที่ถูกปฏิวัติ
นับจากนี้อาจมีกลุ่มผู้ชุมนุมอีกหลายกลุ่มออกมาเคลื่อนไหว ส่วนจะสนับสนุนเงื่อนไข "วุ่นวาย" ไม่ยุบสภา หรือว่าเรียก "ไม่ปลื้ม" รัฐบาลคงต้องรอดู!
สมถวิล เทพสวัสดิ์



