
จัดคอนเสิร์ตคลายเครียดตร.ปราบม็อบ
ผบก.อคฝ. จัด กิจกรรม-บันเทิง คลายเครียดให้กำลังพล ที่ต้องอยู่โยงเฝ้าม็อบ ผบช.น." ยอมรับ " หนักใจ " เจรจา "พันธมิตรฯ " ล้มเหลว ไม่ยอมเปิดช่องทางจราจร ทำประชาชนเดือดร้อนหนัก ผู้การ 1 " ยืนยัน ยังไม่ถึงขั้นสลายการชุมนุม ปล่อยการปฏิบัติเป็นไปตามขั้นตอน
วันที่ 15 ก.พ ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ( ผบก.อคฝ.) ได้จัดรายการบันเทิงเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ปฏิบัติงาน ดูแลการชุมนุมทางการเมืองบริเวณทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้มีทั้งกิจกรรมต่างๆ อาทิ การ แสดงคอนเสิร์ต การแสดงตลกของคณะ SCORPION การประกวดการเต้น ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน อย่างไรก็ตาม ทุกคืนจะมีการฉายภาพยนต์เพื่อให้ความบันเทิงกับเจ้าหน้าที่ ที่บริเวณลานจอดรถทำเนียบรัฐบาลด้วย ทั้งนี้ ผบก.อคฝ. กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อต้องการสร้างขวัญและกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ เพราะเชื่อว่าหากเจ้าหน้าที่มีขวัญกำลังใจที่ดี การปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนจะเป็นไปด้วยดีด้วย
ผบช.น.ยอมรับหนักใจเจรจาพธม.เหลว
.พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า ตำรวจยังคงใช้ความพยามยามในการเจรจากับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)ในการขอเปิดทางและอย่าได้กระทำการใดๆที่เป็นการฝ่าฝืนประกาศ พ.ร.บ.มั่นคง ในพื้นที่ห้ามชุมนุม โดยมอบหมายให้ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผุ้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) เป็นผู้ไปเจรจามีการดำเนินการต่อเนื่องทุกวัน
ผบช.น. กล่าวถึงกรณีขอเข้าตรวจค้นในพื้นที่การชุมนุมว่า จะต้องประชุมหารือกันอีกครั้งหาข้อตกลงว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งในชั้นนี้มีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ฝ่าฝืนแล้วคือ ออกหมายเรียกแกนนำที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯและเวทีกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ โดยคณะทำงานสอบสวนนครบาลแจ้งว่า มีการออกหมายเรียกแล้ว 10 คนและได้ส่งไปยังที่อยู่ตามภูมิลำเนาแล้ว โดยให้มาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 22 ก.พ.นี้
ต่อข้อถามว่า หนักใจกับกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯหรือไม่ที่การ เจรจาล้มเหลวแกนนำยังแข็งข้อไม่มีท่าทียินยอมที่จะเปิดการจราจรบนถนนพิษณุโลกและถนนราชดำเนินนอก พล.ต.ท.จักรทิพย์ กล่าวว่า ก็หนักใจเหมือนกันเพราะเจรจาหลายครั้งก็ยังไม่เป็นผล โดยหลังจากออกหมายเรียกแล้วตำรวจจะดูว่ากลุ่มแกนนำที่จะมาพบมีท่าที่อย่างไร แต่ทางตำรวจไม่ลดความพยายามในการทำงาน อีกทั้งมีกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มอื่นมาชุมนุมในพื้นที่กทม.หลายกลุ่มด้วย ซึ่งเมื่อวานที่ผ่านมีผู้ชุมนุมลูกจ้างบริษัทมาร้องความเป็นธรรมพยายามจะเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาลทางตำรวจก็ไม่อนุญาตให้เข้า
ผู้การ1ยันยังไม่ถึงขั้นสลายการชุมนุม
พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) เปิดเผยภายหลังเจรจากับแกนนำผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ได้หารือกับ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ในการเปิดช่องจราจรถนนพิษณุโลกตั้งแต่สะพานชมัยมรุเชษฐ ถึงแยกสวนมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก เฉพาะช่องทางคู่ขนานข้างทำเนียบรัฐบาล และเปิดพื้นที่ความมั่นคงตามประกาศของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงที่มีการจราจรคับคั่งชั่งโมงเร่งด่วนเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งการเจรจายังไม่เป็นผลได้รับการปฏิเสธจากแกนนำว่า ไม่สามารถปฏิบัติตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอได้ โดยอ้างว่า เกรงจะเกิดความวุ่นวายและไม่ปลอดภัยเพราะผู้ชุมนุมมีเด็กเล็ก ซึ่งหากให้รถสัญจรไปมาอาจเกิดอันตราย
พล.ต.ต.วิชัย กล่าวต่อว่า ตำรวจยังคงใช้ความพยายามในการเจรจาอย่างต่อเนื่องและจัดกำลังดูแลความปลอดภัยอย่างแน่นหนา แม้การเจรจายังไม่เป็นผลก็ไม่เป็นไร ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามขั้นตอนกฎหมาย เมื่อมีการออกหมายเรียกแกนนำเข้ารับทราบข้อหาแล้ว ก็จะมีมาตรการในการขอให้เปิดช่องทางจราจรออกมาอีกครั้ง ซึ่งต้องรอให้กระบวนการออกหมายเรียกเรียบร้อยและทราบว่ามีการแถลงชี้แจงในเรื่องนี้ไปแล้วโดยมี พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ
ส่วนการตรวจค้นอาวุธในพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯนั้น พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องเข้าตรวจค้น เนื่องจากข้อมูลด้านการข่าวยังไม่พบการสั่งสมอาวุธแต่อย่างใด และทางเจ้าหน้าที่กับแกนนำก็มีการประสานงานกันอยู่เป็นระยะๆ อย่างช่วงที่ผ่านมาก็มีการแจ้งให้จับกุมบุคคลต้องสงสัยได้
"มีการออกข่าวว่าตำรวจจะสลายการชุมนุม ขอยืนยันว่า ยังไม่มี ขอให้ใจเย็นๆไว้ก่อน ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก " ผบก.น.1 กล่าวในที่สุด
ออกหมายเรียก10แกนนำพธม.
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.) แถลงข่าวภายหลังการประชุมศอ.รส.ถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ในวันนี้ทางบช.น.ได้เสนอให้ออกหมายเรียกแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯที่ขึ้นเวทีปราศรัยและมีพฤติกรรมฝ่าฝืนข้อกำหนด พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ทั้งหมด 10 คน ประกอบด้วย 1.พล.ต.จำลอง ศรีเมือง 2.นายสนธิ ลิ้มทองกุล 3.นายประพันธ์ คูณมี 4.นายปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ 5.นายรักษ์ รักษ์พงษ์ หรือสมณะโพธิรักษ์ 6.นายสุริยะใส กตะศิลา 7.นายเปิดภูมิ ใจดี 8.นายพิภพ ธงไชย 9. นายอมร อมรรัตนานนท์ หรือรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี และ10.นายทศพล แก้วทิมา ซึ่งหลังจากนี้ผู้ที่ออกหมายเรียกทั้ง 10 คน ต้องเข้ามารายงานตัวและรับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวน ที่บช.น. ในวันที่ 22 ก.พ.นี้ โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะแจ้งข้อหาฝ่าฝืนประกาศและข้อกำหนดที่ห้ามบุคคลเข้าหรือให้ออกจากบริเวณพื้นที่ อาคารหรือสถานที่ที่กำหนด ตามพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาตรา 18 และ 24 ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า หลังจากที่ศอ.รส.ออกหมายเรียกแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯทั้ง 10 คนแล้ว แต่หากไม่ยินยอมเข้ามารายงานตัวตามหมายเรียก ทางเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการออกมาเรียกอีกครั้ง โดยอาจใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน จากนั้นถ้ายังปฏิเสธที่จะเข้ามารับทราบข้อกล่าวอีก เจ้าหน้าที่ก็จะขออำนาจศาลเพื่ออนุมัติหมายจับกุมต่อไป นอกจากนี้ทางบช.น.ยังเตรียมประสานแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯและกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ เพื่อขอเข้าไปร่วมตรวจสอบอาวุธและตรวจค้นบริเวณจุดผ่านเข้าออกพื้นที่การชุมนุม แต่ก็ยังอยู่ระหว่างการประสานงานและยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามทางแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมยินยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น ก็จะมีการเชิญสื่อมวลชนเข้าไปร่วมเป็นสักขีพยานด้วย
เมื่อถามว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีการเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ผู้ชุมนุมก็ยังสามารถชุมนุมบริเวณรอบทำเนียบรัฐบาลได้อยู่หรือไม่ พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า ถ้าตามกฎหมายผู้ชุมนุมที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการออกประกาศใช้ข้อกำหนดตามพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ออกหมายเรียกผู้ชุมนุมทุกคนก็ถือว่าเป็นการอนุโลมให้ ส่วนในกรณีที่แกนนำและผู้ชุมนุมยังคงปักหลักชุมนุมอยู่ในขณะที่ออกหมายเรียกแล้วนั้น ทางเจ้าหน้าที่ก็จะระบุในบันทึกข้อความไว้ในสำนวนการสอบสวน เพราะถือเป็นการกระทำผิดที่ต่างกรรมต่างวาระ ส่วนการเจรจาขอคืนพื้นที่บริเวณรอบทำเนียบฯนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ก็ยังดำเนินการอยู่ ซึ่งมีสัญญาณที่ดีว่า ผู้ชุมนุมอาจยอมเปิดพื้นที่บางส่วนในช่วงเวลาเร่งด่วน แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนในส่วนนี้
เมื่อถามต่อว่า หากครบกำหนดที่ขอประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง แต่ผู้ชุมนุมยังคงปักหลักชุมนุมอยู่ จะมีการดำเนินการอย่างไร พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า คงยังไม่สามารถให้คำตอบได้ในตอนนี้ เนื่องจากต้องรอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง ส่วนเรื่องการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองและศาลแพ่ง เพื่อขอให้ผู้ชุมนุมคืนพื้นที่นั้น ขณะนี้ทราบว่า มีหน่วยงานราชการบางแห่งได้ยื่นคำร้องต่อศาลแล้ว และหลังจากนี้คาดว่าอาจมีหน่วยงานบางแห่งที่จะยื่นคำร้องต่อศาลอีก ซึ่งในส่วนนี้ก็ถือเป็นการดำเนินการตามกฎหมายที่สามารถทำได้



