ข่าว

คนไทยครึ่งแสนแห่สมัครปลูกยางพารา

คนไทยครึ่งแสนแห่สมัครปลูกยางพารา

15 ก.พ. 2554

คนไทยครึ่งแสนแห่สมัครเข้าร่วมโครงการปลูกยางพาราในที่แห่งใหม่ ระยะที่ 3 พ.ศ. 2554-2556 โดยจังหวัดมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 30,000 ไร่ ในระยะเวลา 3 ปี เกษตรกรหน้าใหม่นับพัน แห่รับสิทธิ์การส่งเสริมการปลูกยางพารา

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 15 ก.พ. ที่อาคารฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี หอประชุมอ.เมือง จ. ศรีสะเกษ  ซึ่งเป็นสถานที่รับสมัครร่วมโครงการปลูกยางพาราในที่แห่งใหม่ ระยะที่ 3 พ.ศ. 2554-2556  โดยวันนี้เป็นวันเปิดรับสมัครเป็นวันแรก เพื่อรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการตามเงื่อนไขต่างๆ ที่กำหนด  ปรากฏว่าได้มีประชาชนชาวศรีสะเกษ จากทั้ง 22 อำเภอ จำนวนกว่า 50,000 คน เดินทางมาเพื่อที่จะลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการ กับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดศรีสะเกษ  

 โครงการดังกล่าว คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ โครงการปลูกยางพาราในที่แห่งใหม่ ระยะที่ 3 พ.ศ. 2554-2556 เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีสวนยางมาก่อน ปลูกยางพาราเพิ่มรายได้และมีความเข้มแข็ง เปิดโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่แห่งใหม่ที่มีศักยภาพในการปลูกยางพารา มีทางเลือกในการประกอบอาชีพที่มั่นคงและมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งเสริมการสร้างงานในท้องถิ่น ลดการเคลื่อนย้ายแรงงานจากชนบทเข้าสู่เมือง อีกทั้งยังส่งเสริมพื้นที่การปลูกป่า ช่วยฟื้นฟูรักษาสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์ที่ดี  โดยมีเป้าหมายโครงการ ส่งเสริมการปลูกยางพันธุ์ดีในพื้นที่เหมาะสม จำนวน 800,000 ไร่ทั่วประเทศ ในระยะการดำเนินการ 3

 นายชัยศรี โชติรุ่งโรจน์  ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดศรีสะเกษ   ได้กล่าวว่า จังหวัดศรีสะเกษ ได้ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกยางพาราจำนวน 30,000 ไร่ ในระยะเวลา 3 ปี  แบ่งเป็น ปี 2554 จำนวน 7,000 ไร่ ปี 2555 จำนวน 11,500 ไร่ และปี 2556 จำนวน 11,500 ไร่ สำหรับหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการพิจารณาสงเคราะห์ จะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และต้องไม่เคยมีสวนยางมาก่อน มีที่ดินเป็นของตนเองตั้งแต่ 2 ไร่ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 15 ไร่ และมีหลักฐานแสดงการครอบครองหรือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ทางราชการออกให้ มายื่นเข้าร่วมโครงการที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดศรีสะเกษ  ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ - 15 มีนาคม 2554 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ในรูปปัจจัยการผลิต ได้แก่ ยางพันธุ์ดี รายละ 2-15 ไร่ ปุ๋ย และเมล็ดพืชคลุมดิน ใน 3 ปีแรก เป็นเงิน 3,529 บาทต่อไร่ แบ่งจ่ายเป็นงวดๆ ตามหลักเกณฑ์ที่ กำหนด ส่วนที่เหลือในปีที่ 4 - ปีที่ 7 เกษตรกรต้องใช้ทุนของตนเอง

เชียงรายแห่รับสิทธิ์การส่งเสริมปลูกยางพารา

 นายวิทยา ชุมวณิชย์ ผู้อำนวยการ กสย.เชียงราย กล่าวว่า ในส่วนของ จ.เชียงราย ได้รับการจัดสรรพื้นที่ปลูกตามโครงการนี้ในปี 2554 จำนวน 6,700 ไร่ ปี 2555 และ 2556 ปีละ 9,150  ไร่ตามลำดับรวมทั้งสิ้น 25,000 ไร่ ซึ่งผลการเปิดรับสมัครวันแรกใน 3 อำเภอคือที่ว่าการ อ.แม่จัน ที่ว่าการ อ.แม่สาย และสำนักงาน สกย.เมืองเชียงราย พบมีผู้ไปสมัครเป็นจำนวนมาก

 นายวิทยา กล่าวอีกว่าด้วยเหตุนี้ทางเจ้าหน้าที่จึงต้องปรับวิธีการด้วยการแจกบัตรคิวสำหรับผู้ที่เดินทางไปถึงก่อน และกรณีรับสมัครไม่แล้วเสร็จก็จะให้ในวันที่ 16 ก.พ.นี้ผู้ที่ได้รับบัตรคิวแล้วและยังไม่ได้รับการดำเนินการจากเจ้าหน้าที่ให้นำบัตรคิวพร้อมหลักฐานต่างๆ ที่กำหนดไปแสดงตัวเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เดิมได้คาดว่าแต่ละแห่งใช้เวลาอีก 1 วันก็คงจะแล้วเสร็จ ทั้งนี้ยอดล่าสุดจนถึงช่วงบ่ายมีเกษตรกรไปรับบัตรคิวแล้วจำนวนประมาณ 1,000 คน

 ทั้งนี้ สกย.เคยสำรวจเกษตรกรที่เคยไปลงทะเบียนเอาไว้พบผู้ที่ไม่เคยปลูกยางพารามาก่อนกว่า 30,000 ไร่ ซึ่งมากกว่าโควต้าที่เชียงรายได้ทั้งหมดทั้ง 3 ปีดังกล่าวเสียอีก ดังนั้นวิธีการแก้ไขกรณีมีเกษตรกรไปยื่นหลักฐานได้ครบแต่เกินจำนวนคือจะดูจากบัตรคิวก่อนหลังของผู้ที่ไปยื่นหลักฐานก่อน กระนั้นก็เชื่อว่าคุณสมบัติผู้ไปสมัครคงจะไม่ครบทั้งหมดโดยอาจจะมีสัดส่วนจากผู้ที่มีคุณสมบัตรครบถ้วนประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะคุณสมบัติที่ตั้งเอาไว้คือต้องไม่เคยปลูกยางพาราในพื้นที่นั้นๆ มาก่อน เป็นที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีที่ดินเป็นรายย่อยตั้งแต่ 2-15 ไร่

 "สาเหตุที่มีการไปสมัครกันมากเพราะโครงการนี้มีการสนุนปัจจัยการผลิตในช่วง 3 ปีแรกรวมเป็นเงินไร่ละ 3,529 บาท เช่น ปุ๋ย เมล็ดพืชคลุมดิน กล้าพันธุ์ยาง ฯลฯ ส่วนช่วงที่เหลือก่อนกรีดน้ำยางยังได้รับการสนับสนุนด้านการถ่ายทอดความรู้ด้านต่างๆ อีกมากมาย" นายวิทยา กล่าว

เกษตรกรระยองแห่ร่วมโครงการกว่า 50 ราย

 ที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ถนนสุขุมวิท ต.ท่าประดู่ อ.เมืองระยองเปิดรับการลงทะเบียนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปลูกยางในที่ว่างเปล่ารายละไม่เกิน 15 ไร่ ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ - วันที่ 15 มีนาคม วันนี้เป็นวันแรกมีเกษตรกรที่ให้ความสนใจมาลงทะเบียนกว่า 50 ราย

 นายอดุลย์ สุวรรณรัตน์ ผช.ผอ.สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จ.ระยอง เปิดเผยว่ารัฐบาลมีมติโครงการปลูกยางเป็นไปตามระเบียบของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางว่าด้วยการปลูกยางในที่ว่างเปล่าตามมาตรา21 ทวิสำหรับผู้ที่ไม่มีสวนยางมาก่อน สามารถปลูกยางได้ในเนื้อที่ไม่เกินรายละ 15 ไร่ เป็นระยะเวลา 3 ปีตั้งแต่ปี 2554 - 2556 เพื่อจะให้เกษตรกรมีรายได้จากการทำอาชีพที่มีความมั่นคง เพราะอาชีพสวนยางเป็นอาชีพที่มั่นคง โดยรัฐให้การสนับสนุนในวงเงิน 3,529 บาท/ไร่ คือ1.สนับสนุนด้านปัจจัยการผลิตคือ ปุ๋ย พันธุ์ยาง 2. ถ่ายทอดเทคโนโลยี่จัดการอบรมเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและ 3. การบริหารจัดการ โดยมอบให้ สกย.ติดตามให้คำแนะนำตามระยะเวลาที่กำหนดตามหลักเกณฑ์เริ่มตั้งแต่กา เตรียมดินจนยางมีอายุประมาณ 30 เดือน จากนั้นเกษตรกรต้องหาทุนมาดนินการต่อ

 นายอดุลย์ กล่าวว่าโครงการดังกล่าว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 500,000 ไร่ ภาคเหนือ 150,000 ไร่ ภาคใต้ ภาคกลางและภาคตะวันออกรวม 150,000 ไร่ รวมทั้งสิ้น 800,000 ไร่ สำหรับ จ.ระยองปี 54 นี้ ได้รับโควตาจำนวน 440 ไร่ แต่ถ้าคิดรายละ 15 ไร่ จะได้เพียง 29 รายเท่านั้น แต่เท่าที่ดูหลักฐาน น.ส.3 หรือโฉนด มีเนื้อที่รายละ 3 ไร่ บางราย 7 ไร่ ไม่ใช่ 15 ไร่ ทุกราย และที่สำคัญต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติของเกษตรกรว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ 1.มีสวนยางมาก่อนหรือไม่หากตรวจสอบ หลักฐานโฉนดที่ดินหรือ น.ส.3 ถูกต้องหรือไม่ ที่ดินที่จะปลูกยางจะต้องมีความเหมาะสมสามารถปลูกยางได้หรือไม่หากตรวจสอบพบว่าเป็นพื้นที่ลุ่ม น้ำขังปลูกยางไม่ได้ หรือเคยมีสวนยางมาก่อนจะถูกตัดสิทธิ์ทันที.

บุรีรัมย์เกษตรกรแห่สมัครเข้าร่วมรุ่น3กว่าหมื่นราย

 เกษตรกรจากทั้ง 23 อำเภอ  ที่จังหวัดบุรีรัมย์ แห่เดินทางมาสมัครเข้าร่วมโครงการ “ปลูกยางพาราในที่แห่งใหม่”  ที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ในวันแรกร่วม 10,000 ราย   จากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีเกษตรกรมาสมัครในวันแรกเพียง 1 - 2,000 รายเท่านั้น  ทำให้เจ้าหน้าที่ที่มีเพียง 10 กว่าคน ให้บริการไม่ทัน จนต้องแก้ไขปัญหาด้วยการแจกบัตรคิวให้เกษตรกร มากรอกเอกสารในวันหลังเพื่อลดความแออัด  จึงสร้างความไม่พอใจให้กับเกษตรกร  เพราะต้องเดินทางมาจากต่างอำเภอ  

 ทั้งนี้ยังพบปัญหาเกษตรกรบางส่วน   ยังมีการนำเอกสาร ภบท. หรือเอกสารการจ่ายเงินสำหรับเสียภาษีบำรุงท้องที่  ซึ่งเป็นเอกสารที่ทำกินในที่ป่าสงวนแห่งชาติ และที่ป่าสาธารณประโยชน์  นอกจากนั้นยังมีเกษตรกรอีกกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ที่มีสวนยางเป็นของตนเองอยู่แล้ว แต่มายื่นสมัครเข้าร่วมโครงการฯ  ซึ่งคุณสมบัติไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด   เพราะเกษตรกรที่จะสามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้  จะต้องมีที่ดินเป็นของตนเองตั้งแต่ 2 - 15 ไร่ และมีเอกสารสิทธิ์การทำกินในที่ดินดังกล่าวที่รัฐออกให้อย่างถูกต้อง  ที่สำคัญจะต้องไม่เคยมีสวนยางพารามาก่อน  

  ด้านนายรุธร ณ พัทลุง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดบุรีรัมย์   กล่าวว่า  ในวันนี้ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการปลูกยาง  พบว่าได้มีเกษตรกรมารอสมัครตั้งแต่เช้ามืดมากกว่า 1 หมื่นคน  จนเจ้าหน้าที่ให้บริการไม่ทัน ต้องออกบัตรคิวให้มากรอกเอกสารในวันหลัง สำหรับจ.บุรีรัมย์ได้รับการจัดสรรโควตาในโครงการส่งเสริมปลูกยางพาราในที่แห่งใหม่ ระยะที่ 3 ระหว่างปี 2554 - 2556 จำนวน 30,000 ไร่    แต่คาดการณ์ว่าหลังสิ้นวันรับสมัครในวันที่ 15 มี.ค.54 จะมีเกษตรกรทยอยมาสมัครอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นราย  

 ผอ.สกย.บุรีรัมย์  ยังระบุอีกว่า   หลังจากสิ้นสุดการรับสมัครทางเจ้าหน้าที่ก็จะทำการตรวจสอบและคัดกรองคุณสมบัติเกษตรกรอีกครั้ง  ว่าตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่  ก่อนที่จะพิจารณาเพื่อรับการส่งเสริมให้ปลูกยางตามโครงการดังกล่าวต่อไป   อย่างไรก็ตามจากจำนวนเกษตรกรที่มาสมัครเป็นจำนวนมาก  และคาดว่าจะเกินโควตาที่ได้รับการจัดสรร   ซึ่งในกรณีดังกล่าวทาง สกย.ก็จะได้มีการเสนอขอโควตาเพิ่ม  หรือจะมีการเรียกประชุมตัวแทนกลุ่มเกษตรกร  เพื่อทำประชาพิจารณ์เกี่ยวกับพื้นที่จะได้รับการส่งเสริม   จากหลักเกณฑ์คนละ 15 ไร่  อาจจะเกลี่ยลดลงเหลือคนละ 10 ไร่  เพื่อให้เกษตรกรได้รับการส่งเสริมปลูกยางในโครงการดังกล่าวอย่างทั่วถึง

 ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า   ขณะนี้ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์  มีเกษตรกรปลูกยางพาราแล้วกว่า 180,000 ไร่  สามารถเปิดกรีดได้แล้วกว่า 80,000 ไร่ ในปีที่ผ่านมาได้ผลผลิตน้ำยางส่งจำหน่าย 2,400 ตัน ทำรายได้ให้กับเกษตรกรมากถึงกว่า 2,400 ล้านบาท   และคาดว่าปีนี้เกษตรกรจะหันมาปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 15,000 ไร่   เนื่องจากราคารับซื้อยางพาราจูงใจสูงถึงกิโลกรัมละกว่า 160 บาท

 ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่าได้มีนายทุน  และภรรยาชาวต่างชาติ  ได้ตระเวนกว้านซื้อที่ดิน สปก.ตามอำเภอต่างๆในเขตพื้นที่จังหวัดแล้วเป็นจำนวนมาก    จนทำให้ที่ดิน สปก.มีราคาพุ่งสูงถึงไร่ละหลักแสนบาท  จากเดิมจะมีราคาเพียงไร่ละ 20,000 บาท  ทั้งยังมีแนวโน้มราคาเพิ่มสูงขึ้นอีก  

พิษณุโลกเกษตรกรหน้าใหม่นับพันแห่รับ

 ที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.) จ.พิษณุโลก ถนนมิตรภาพ ต.สมอแข อ.เมือง จ.พิษณุโลก เกษตรผู้สนใจปลูกยางพาราหน้าใหม่ของ จ.พิษณุโลก นับพันคนแห่มาจับบัตรคิว เพื่อขอรับสิทธิ์การส่งเสริมการปลูกยางพาราสำหรับเกษตรกรหน้าใหม่ ที่สกย.ของบประมาณจากรัฐบาลมาส่งเสริมให้มีการปลูกยางระยะที่ 3 จำนวน 8 แสนไร่ทั่วประเทศไทย ส่วน จ.พิษณุโลก ได้โควตาการสนับสนุนครั้งนี้จำนวน 4,000 ไร่ โดยบรรยากาศการรอรับสิทธิ์ครั้งนี้ สกย.ได้เตรียมการรองรับไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะคาดว่าจะมีเกษตรกรจำนวนมากมาสมัครขอรับสิทธิ์ โดยเตรียมการทำบัตรคิวให้เกษตรกรที่มาคอยจับเบอร์เพื่อเรียงลำดับการตรวจเอกสาร

 นายสุรพล ฝันเชียร ผอ.สกย.พิษณุโลก เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการรับสมัครวันแรก สำหรับเกษตรกรหน้าใหม่ เพื่อยื่นขอรับทุนสงเคราะห์ปลูกยางพารา ตามโครงการปลูกยางพาราที่แห่งใหม่ ระยะที่ 3 ( 2554-3556 ) ตาม พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง มาตรา 21 ทวิ บนที่ดินมีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน (สปก.) เพื่อรับปัจจัยการผลิต 3.5 พันบาทต่อไร่ ซึ่งได้รับความสนใจจากเกษตรกรอย่างเกินคาด บางคนมารอที่หน้าสำนักงานตั้งแต่ตีสาม เพื่อได้สิทธิ์ลำดับแรก ๆ สำหรับ จ.พิษณุโลก ได้รับโควต้าการส่งเสริมการปลูกยางพาราจำนวน 4,000 ไร่ ในระยะเวลา 3 ปี จะส่งเสริมด้านทุน ปัจจัยการผลิตและความรู้การปลูกยางพาราในอัตราไร่ละ 3,000 กว่าบาท และคาดว่าคงเต็มโควต้า สกย.จะรวบรวมรายชื่อเกษตรกรที่มาขอรับสิทธิ์ที่พลาดโอกาสครั้งนี้ เพื่อรอขอรับการส่งเสริมในรอบใหม่

 นายสรเพชร ตาแสนแก้ว เกษตรกรจาก ต.บ้านพร้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า มารอเข้าคิวตั้งแต่ตีห้า จับบัตรคิวได้ลำดับที่ 60 ตนมีที่ดิน 10 ไร่ เดิมปลูกพืชล้มลุกทั่วไป แต่เห็นว่า ยางพารากำลังเป็นพืชตัวใหม่ที่ได้ราคาผลผลิตดีเยี่ยม และทราบข่าวว่ามีการส่งเสริมให้ปลูก จึงมาขอรับการส่งเสริมกับสกย.ในวันนี้

 นางชุตินันท์ แสงโชติ์ เกษตรกรจาก ต.ป่าแดง อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ตนมีที่ดิน 25 ไร่ เดิมปลูกข้าวโพด และมันสำปะหลัง ระยะนี้เห็นว่า ยางพาราราคาดีมาก ตนอยากมีอาชีพที่มั่นคง วันนี้มารอตั้งแต่ตีสาม จับบัตรคิวได้เบอร์ 5 ไม่แน่ใจว่าจะได้รับการส่งเสริมทั้ง 25 หรือไม่ ได้ส่วนหนึ่งก็ยังดีไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด

เลยเกษตรกรแก่ขึ้นทะเบียนระยะที่3แน่น

 นายวิโรจน์ จิระวัฒน์   ผู้อำนวยการกองทุนสงเคราะห์ชาวสวนยางจังหวัดเลย เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ก.ค.2553 และ 21 ธ.ค.2553 เห็นชอบหลักการโครงการปลูกยางพาราในที่แห่งใหม่ ระยะที่ 3 ปี 2553-2555 ตาม พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง มาตรา 21 ทวิ และเห็นชอบให้ปรับระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี  คือในปีงบประมาณ 2554-2556 พร้อมอนุมัติงบประมาณ 2554 เป็นงบกลาง สำหรับการดำเนินการตามโครงการ ฯ   จำนวน 8 แสนไร่แยกเป็นภาคเหนือ ยาง 1 ล้านต้น และ โครงการมติคณะรัฐมนตรี ปี 2553 ใช่งบกลางจำนวน 585 ล้านบาท  1.5 แสนไร่  ภาคกลาง ตะวันออกและภาคใต้ 1.5 แสนไร่ และภาคอีสาน 5 แสนไร่ ในส่วนของ จ.เลย ได้รับการจัดสรรมาจำนวน 35,000 ไร่กระจายทั้ง 14 อำเภอฯ  

 โดยกำหนดคุณสมบัติเกษตรกรว่า ต้องเป็นพื้นที่ใหม่ไม่เคยมีสวนยางมาก่อนโดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.ตรวจรับรองด้วย เนื้อที่จะอนุมัติร่วมโครงการฯต้องมีระหว่าง  2-15 ไร่ และ สกย.จะประกาศรายชื่อผู้มีคุณสมบัติ ภายใน 31 มี.ค.2554 ณ ที่ว่าการกอำเภอทุกแห่ง และ ที่ทำการ สกย.ส่วนการสงเคราะห์นั้น รัฐบาลจะให้เฉพาะวัสดุการปลูกมูลค่า 3,529บาท  /ไร่ จ.เลย  เปิดรับสมัครโครงการดังกล่าวเรื่มในวันที่ 15 ก.พ.2554และ   วันสุดท้ายคือ 11 มี..ค 2554 นี้ แต่ละอำเภอจะเปิดรับ สมัคร  ณ หอประชุมอำเภอทุกแห่ง ยกเว้น อ.เมือง มาสมัครที่ สกย. วันนี้วันแรก ปรากฏว่าเกษตรกรแห่มารอและรับบัตรคิวกันตั้งแต่ 06.00น.มาก่อน 08.30 น.มีจำนวน 600 รายได้บัตรสีฟ้าต้องให้จับสลากกขึ้นทะเบียน สำหรับผู้ที่มาหลัง 08.30 น.ก็ได้บัตรมีชมภูเข้าคิวขึ้นทะเบียนตามปกติ    

 นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า   จ. เลย เริ่มกากรส่งเสริมปลูกยางพาราช่วงแรกเมื่อปี 2532 ช่วงที่สองปี 2536 ช่วงที่ 3 ปี 2547-2549  เกษตรกรชาวสวนยางในขณะนี้เกษตรกรอย่าตามกระแสจนเกินไป เพราะเป็นพืชที่มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน หากรัฐบาลประกาศว่าต้องมีราคาไม่ต่ำกว่า 80บาท/กก.ก็นับว่าคุ้มทุนแล้ว เนื่องจากขบวนการผลิตในปัจจุบันกับการลงทุนของชาวสวนยางตกอยู่ที่ 60 บาท/กก.ก็สุดยอดแล้ว แต่วันนี้ราคาอยู่ที่ 152 บาท/กก. ทั้งนี้  เพราะว่ายางภาคใต้ประสบปัญหาภัยธรรมชาติยางเสียหายกว่าแสนไร่  จึงขาดแคลนในขณะที่ตลาดมีความต้องการสูง  ราคาสูงอย่างนี้คงยืนอยู่ได้ไม่นานนัก  หากสูงผิดปกติหรือ โอเวอร์ก็จะเกิดฟองสบู่ได้ 

 "ยางพาราเป็นพืชที่ไม่เหมือนพืชอื่น ๆ คือ  มีระบบบริหารจัดการที่ดี มีการลงแชร์ เมื่อเกษตรกรเปิดกรีดแล้วก็มีการจัดเก็บภาษีและจะคืนกลับมายังเกษตรกรในรูปแบบด้านค่าใช้จ่าย ความเสียหาย การลงทุน ด้านอื่น ๆ ณ วันนี้ ยางพาราเมืองเลยมีผลผลิต 2.50-3 กก./ไร่/วัน ต่อราคา 152บาท/กก. 1 ปีสามารถกรีดได้นานถึง 150 วัน หรือเฉลี่ยที่ 180 กก./ไร่/ปี  หากเปรียบเทียบการการเลี้ยงวัวแล้วเทียบกันไม่ติดเลย ถึงอย่างๆเกษตรกรอย่าตื่นตามกระแสเพราะไม่มีพืชใดขึ้นราคาโดยไม่ลดลง ต้องจัดสรรที่ดินให้เหมาะสม หากปลูกพืชไร่ พืชสวน ปลูกข้าวที่เคยปลูกมาก่อน  ก็ยังคงปลูกไว้บริโภคด้วยเพราะวันใดราคายางลดลงมากแล้วจะไม่มีปัญหา  อย่าไปทุ่มเทที่ดินที่มีทั้งหมดมาปลุกยางอย่างเดียว"นายวิโรจน์ กล่าว