
มาร์คชี้ฮุนเซนท่าทีดีขึ้นย้ำใช้ทวิภาคีแก้
นายกฯอภิสิทธิ์อารมณ์ดี ระบุ "ฮุนเซน" ท่าทีดีขึ้นย้ำใช้ช่องทางทวิภาคีแก้ ส่งไตรรงค์ - อลงกรณ์เปิดงานแสดงสินค้าไทยในพนมเปญและหารือฮุนเซน
เมื่อเวลา 12. 30 น. วันที่ 15 ก.พ.ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินพูดคุยกับนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยสีหน้าสีตาไม่เคร่งเครียด เมื่อผู้สื่อข่าวแซวว่าทำไมนายกฯอารมณ์ดีจังซึ่งนายอภิสิทธิ์หันมายิ้มแล้วตอบว่า อารมณ์ก็ว่า อารมณ์ไม่ดีก็ว่า และจากนั้นนายกฯก็หันไปคุยกับนายศิริโชคต่อทันที
จากนั้นนายกฯรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวที่ตึกนารีสโมสรถึงการเยียวยาชาวบ้านตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะของทหารไทยและกัมพูชาว่า นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รายงานมาให้ตนทราบแล้วประเด็นส่วนใหญ่จะตรงกับที่ตนประชุมทางไกลไปเมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งทางจังหวัดจะมีงบประมาณทดลองจ่ายที่จะเร่งรัดอยู่ ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัยที่เสียหายและโรงเรียน การปรับปรุงหลุมหลบภัยหรือสร้างเพิ่มเติม โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนในบางพื้นที่ที่มีการร้องเรียนเข้ามา โดยรวมงบประมาณในระดับพื้นที่ดูแลได้ ถ้ามีการขาดเหลืออย่างไรให้เสนอเข้ามาคงไม่มีปัญหา
ส่วน ล่าสุดท่าทีของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา อยากให้จำกัดพื้นที่ของการปะทะไม่ให้ขยายวงกว้างไปมากกว่านี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จริงๆแล้วเป็นเรื่องที่เราพยายามพูดกันมาโดยตลอดอยู่แล้วว่าปัญหาเกิดที่จุดใดอย่าให้ขยายวง ถือเป็นท่าทีที่ดีขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้วที่นายกฯกัมพูชาไม่ได้พูดถึงพื้นที่เลย แต่พูดถึงลักษณะการเป็นสงครามด้วยซ้ำคิดว่าต้องโน้มน้าวให้กลับเข้าสู่หนทางเจรจาตามแนวทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติ( UNSC ) ขณะนี้มีการประสานงานกับกัมพูชาอยู่แล้ว และคงใช้เวทีรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในวันที่ 22 ก.พ.ที่อินโดนี เซียเป็นเวทีเจรจาที่สำคัญเวทีหนึ่ง คิดว่ากัมพูชาต้องยอมรับเพราะทุกคนบอกตรงกันหมดแล้วให้มาคุยกันก็น่าจะมาคุยกัน และคิดว่ากลับมาสู่จุดเจรจากันได้
เมื่อถามว่ากลุ่มพันธมิตรฯมีความห่วงใยผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลโดยเฉพาะแหล่งขุดเจาะน้ำมันที่มีการให้สัมปทานไปกับนักธุรกิจชาวอียิปต์ที่ไทย-กัมพูชาทำร่วมกันไปแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงคือรัฐบาลนี้ครม.มีมติแขวนเอ็มโอยู 2544 (บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปซับซ้อนกัน พ.ศ.2544 ) ไว้อยู่แล้ว เลยไม่ทราบว่าทำไมพันธมิตรฯได้หยิบยกสิ่งเหล่านี้เข้ามา
“ผมอยากจะเแสดงความแปลกใจอีกครั้งว่า ตัวอย่างแรกพันธมิตรฯบอกว่าเป็นห่วงเรื่องเอ็มโอยู 2543 ว่าจะไปยอมรับแผนที่ระวางดงรัก 1:200,000 ซึ่งรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลแรกที่แจ้งไปยังกัมพูชาว่าข้อความที่ปรากฏอยู่ในเอ็มโอยู 2543 ไม่ได้หมายถึงแผนที่ระวางดงรักก็แปลกใจว่ามาประณามต่อว่าต่อขานรัฐบาลนี้ทำไมในเมื่อนั่นคือความห่วงใยและรัฐบาลมีจุดยืนที่ชัดเจนแล้ว เช่นเดียวกันเรื่องปัญหาผลประโยชน์ที่ว่ามีความทับซ้อนกันและไปคำนึงถึงผลประ โยชน์ทางทะเลนั้นรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่แขวนเอ็มโอยูฉบับ 2544 อยู่ทำไมมากล่าวรัฐบาลชุดนี้ เป็นสิ่งที่ผมยังแปลกใจอยู่ ”นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่าสัมปทานที่ให้กับนักธุรกิจชาวอียิปต์มีจริงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สัมปทานในส่วนของเราไม่มีอยู่แล้ว เมื่อถามว่าได้มีการตรวจสอบหรือไม่ว่ารัฐบาลก่อนหน้านี้ได้มีการให้สัมปทานกับทางนักธุรกิจอียิปต์ไปจริงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลในอดีตถ้าเป็นรัฐบาลไทยไปทำอะไรมีมติ ทำสัญญาถ้าชอบด้วยกระบวนตามกฎหมายก็เป็นเรื่องที่มีผลผูกพันมา แต่ขณะนี้ประเด็นในเรื่องของพื้นที่ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติทางทะเลมันไม่มีการเดินหน้าอยู่แล้ว แม้แต่กรณีที่กัมพูชาไปให้สัมปทานก็เหมือนกันส่วนใหญ่จะไปเขียนในสัญญาว่าจะไปดำเนินการอะไรได้ต้องได้ข้อยุติก่อน
เมื่อถามว่าแต่มีการอ้างว่าแม้จะมีการแขวนเอ็มโอยู 2544 แต่รัฐบาลไทยไม่ได้แจ้งเป็นทางการไปยังรัฐบาลกัมพูชา และมีประเด็นที่ตั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีไปเป็นประธานดูแลปัญหาเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่มีการเดินในเรืองนี้เพราะตนดูแลนโยบายยุทธศาสตร์ในภาพรวมเรื่องนี้ เช่นเดียวกันที่ยกตัวอย่างว่าบางครั้งกัมพูชาอยากจะขอเจรจาเรื่องใดเป็นการเฉพาะแนวทางการปฏิบัติของรัฐบาลปัจจุบันตนได้แจ้งกับรองนายกฯและรัฐมนตรีทุกคนที่เกี่ยวข้องอยู่แล้วว่า ต้องนำมาเสนอให้เป็นที่รับรู้รับทราบเพราะอาจจะกระทบยุทธศาสตร์ภาพรวมของปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในเรื่องต่างๆ อย่างเช่นที่สมเด็จฮุน เซน บอกว่าให้ทหารคุยกันเพื่อถอนทหารจากตรงนั้นตรงนี้ ตนก็บอกว่าเรื่องนี้ทางกองทัพเข้าใจดีว่าจะไม่ตัดสินใจอะไรจนกว่าจะมาหารือกับกระทรวงการต่างประเทศหรือหารือกับนายกฯเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการจะไม่ไปกระทบในภาพใหญ่ ดังนั้นจะเป็นเรื่องใด การเจราผลประโยชน์ทางทะเล การวางกำลังขณะนี้มีการกำหนดวิธีปฏิบัติให้เป็นเอกภาพอยู่แล้วและไม่มีหน่วยไหนที่จะไปทำเป็นอย่างอื่น
เมื่อถามว่าหมายถึงว่าก่อนหน้านี้นายสุเทพได้เดินทางไปคุยเรื่องนี้กัมทางกัมพูชาแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไปก่อนที่จะมีการแขวนเอ็มโอยู 2544 ตอนนี้ก็ยังแขวนอยู่
ถามว่ามีการเปิดข้อมูลว่าแม่ทัพภาคที่ 2 อาจจะไปเกี่ยวข้องในเรื่องผลประโยชน์หลายอย่างในปัญหากัมพูชาจะตรวจสอบหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ข้อมูลทุกอย่างที่เวลามีการนำเสนอ ตนต้องตรวจสอบอยู่แล้ว เพราะเป็นหลักของการทำงานที่ใช้อยู่ เมื่อถามอีกว่า นายกฯจะสั่งให้ตรวจสอบเรื่องที่แม่ทัพภาคที่ 2 รับเงินเดือนๆละ 3 แสนบาท นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "เดี๋ยวผมขอดูก่อน ยังไม่เห็นรายละเอียด"
เมื่อถามว่าการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯจะดำเนินการอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "เขาก็ชุมนุมอยู่ก็ให้ในส่วนของปัญหาการชุมชนุมการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นเรื่องขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการไปเท่านั้นเอง เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวของพันธิมิตรฯที่ยังมีอยู่จะเป็นอุปสรรคปัญหาต่อการเจรจาทวิภาคีไทย-กัมพูชาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงต้องแยกแยะเพราะส่วนของรัฐบาลก็ส่วนรัฐบาล ภาคประชาชนแต่ละคนก็มีสิทธิแสดงความคิดเห็นเคลื่อนไหวไปไม่ได้ผูกพันกัน คิดว่าตรงนี้ต้องให้มีความชัดเจนด้วย ซึ่งตนก็อยากให้พันธมิตรฯนำเอาความห่วงใย เช่นการเจรจาในกรอบเอ็มโอยู 2543 ว่าเป็นห่วงอะไร สมมติเป็นห่วงว่าประเทศไทยจะไปยอมรับแผนที่ระวางดงรัก 1:200,000 ก็บอกมา เป็นอะไรเรื่องมรดกโลกก็บบอกมา เพราะดูแล้วข้อห่วงใยต่างๆที่พูดกันตนยังไม่เห็นว่ารัฐบาลมีข้อขัดข้องตรงไหน
เมื่อถามว่าวิเคราะห์หรือไม่ว่าทำไมพันธมิตรฯยังต้องชุมนุมเคลื่อนไหวเพื่ออะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่มีหน้าที่ไปวิเคราะห์ เพียงแต่บอกว่าที่เขาห่วงใยยืนยันว่ารัฐบาลปัจจุบันปกป้องผลประโชน์ของประเทศไทยและคนไทย ความเห็นต่างกันบ้างแต่ว่าเข้าใจยากว่าทำไมบางเรื่องถึงมีการกล่าวหากันทั้งๆที่มีการแสดงจุดยืนเอกสารหลักฐานชัดเจนอยู่แล้ว บางเรื่องก็เอาเรื่องในอดีตมาปนกับปัจจุบันซึ่งมันคนละรัฐบาลกัน
เมื่อถามต่อว่ากรณีที่มีการกล่าวหานายกฯจะฟ้องดำเนินการคดีพันธมิตรฯหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวแบบอ้ำอึ้งวา "ผมโดยส่วนตัวขณะนี้ยังไม่ได้ฟ้อง" เมื่อถามย้ำว่าคิดว่าจะฟ้องหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ก็ยังดูอยู่ ดูสถานการณ์อยู่ เพราะคดีผมที่ฟ้องอยู่มันเยอะแล้ว คือถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากขึ้นศาล"
เมื่อถามว่าหลังจากนี้ที่ต้องดำเนินการเจรจาทวิภาคีตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศกับกัมพูชาดีพอหรือยัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร คืออย่างที่ตนชี้แจงในสภาพปัญหาที่ผ่านมาอยู่ที่ตัวบุคคลในรัฐบาล ตนไม่เชื่อหรอกว่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศจะขยายตัวได้มากถึง 40-50% เหมือนปีที่แล้ว และในวันพฤหัสที่ 18 ก.พ.นี้ กัมพูชายังยืนยันในเรื่องทางธุรกิจที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตร กับนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ที่จะเดินทางไปเจรจาที่กรุงพนมเปญ และในกำหนดการจะได้เข้าพบนายกฯกัมพูชาด้วย
ส่งไตรรงค์-อลงกรณ์เปิดงานแสดงสินค้าไทยในพนมเปญ
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม.ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชาชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้รายงานให้ครม.รับทราบหลังจากที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้โทรศัพท์รายงานผลการประชุมจากการเข้าพบคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) พบข้อยุติแล้ว และมองว่าความพยายามของกัมพูชาในระดับนานาชาติในเรื่องนี้ทางไทยถือว่ากัมพูชาไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งยูเอ็นเอสซี แสดงจุดยืนชัดเจน คือ 1. แสดงความห่วงใยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 2. ให้ทั้ง 2 ประเทศอดกลั้น และยุติการปะทะและหยุดยิง 3. ให้ไปพูดคุยกัน และ 4. ให้อาเซี่ยนสนับสนุนเป็นตัวกลางในการพูดคุยกันระหว่าง 2 ประเทศ และทางรัฐบาลไทยมีจุดยืนมาตั้งแต่แรกและคาดหวังว่า แนวทางของเราได้รับการตอบรับจากสหประชาชาติ
นายปณิธาน กล่าวว่า ประเด็นที่สอง นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยพร้อมเดินหน้าต่อในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชา โดยเฉพาะในกรอบกลไก ทวิภาคี ในวันที่ 22 ก.พ. ที่จะมีการประชุมอาเซียนจะมีการประชุมพูดคุยกับกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในวันที่ 17 ก.พ. ทางกัมพูชาจะจัดงานแสดงสินค้า โดยทางรัฐบาลไทยนำโดยนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะ จะเดินทางไปเข้าร่วมพร้อมกับนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ และยังได้เข้าพบหารือกับนายกฯฮุนเซนของกัมพูชา ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
นายปณิธาน กล่าวว่า ทั้งนี้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเดินทางไปประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นายกฯได้เน้นย้ำว่า ไทยยินดีร่วมมือประสานงานกับอาเซียน และหวังว่าทางกัมพูชาจะกลับมาทำงานร่วมกันในกรอบความตกลงร่วมกันโดยเฉพาะตามบันทึกความตกลง เอ็มโอยู 43 และกรอบอื่นๆที่มี รวมกรอบเจบีซี , อีบีซี และเออีซี โดยเฉพาะในเรื่องการเตรียมตัวในการทำความเข้าใจ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องที่จะเข้าชี้แจงกับคณะกรรมการมรดกโลกที่จะประชุมที่กรุงบาเรนห์ โดยให้กระทรวงวัฒนธรรมประสานงานกับเจ้าหน้าจากยูเนสโก้ ชาวญี่ปุ่นที่จะเข้ามา ซึ่งยินดีที่จะพบพูดคุยกับตัวแทนยูเนสโก้ ที่จะเข้ามาตรวจสอบเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรม ศิลปะ และประวัติศาสตร์ของเรื่องดังกล่าว รวมทั้งประสานกับยูเนสโก้
“แต่ไทยยังไม่พร้อมที่จะให้เจ้าหน้าที่ยูเนสโก้เข้าไปในบริเวณตัวปราสาทพระวิหาร หรือในพื้นที่ ซึ่งต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลายมากกว่านี้ ” นายปณิธาน กล่าวอ้างถึงคำพูดของนายกฯที่กล่าวกับที่ประชุมครม.
นายปณิธาน กล่าวว่า นายกฯ ยังให้ความคิดเห็นกับครม.ว่า การแก้ปัญหาที่จะเดินหน้าไปได้ รัฐบาลยึดมั่นให้เป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการการเจรจาเขตแดนไทย - กัมพูชา หรือเจบีซี ต้องประกอบได้ด้วยกระบวนการพิจารณาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารเลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน ขอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจกับยูเนสโก้ และโน้มน้าวให้กัมพูชาลับเข้าสู่กรอบการเจรจาระหว่างการทำงานร่วมกับไทย
นายปณิธาน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในที่ประชุมครม. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ได้ชี้แจงในที่ประชุมครม.ถึงผลการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมระหว่างไทย - กัมพูชา ครั้งที่ 7 สืบเนื่องจากมติครม.วันที่ 18 ส.ค. 52 เห็นชอบร่างบันทึกการประชุมกรอบการเจรจายุทธศาสตร์ความมั่นคง 6 ฉบับ ในกรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป โดยกระทรวงกลาโหมเห็นจากกระทรวงการต่างประเทศในการเจรจาและเห็นชอบในการประชุมคณะกรรมการชายแดนฯ ในวันที่ 19 ต.ค. 53 ที่ครม.มีมติเห็นชอบบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ครั้งที่ 7 ไทย - กัมพูชา ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ
นายปณิธาน กล่าวอีกว่า กระทรวงกลาโหมได้รายงานการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี วันที่ 30 ต.ค. 53 โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมเป็นประธานฝ่ายไทย และพล.อ.เตีย บัน รมว.กลาโหมกัมพูชา เข้าร่วมการประชุม เพื่อรับทราบความก้าวหน้าความร่วมมือระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชา และพิจารณาเห็นชอบร่วมกัน 2 ด้าน 15 ประเด็น อาทิ 1. ความมั่นคงการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน 2. การตกลงเรื่องจุดผ่านแดนและการสัญจรข้ามแดน โดยที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า ต้องส่งเสริมสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 ฝ่ายติดตามการสัญจรข้ามแดนให้เป็นตามข้อตกลงว่าด้วยการสัญจรข้ามแดนวันที่ 21 มิ.ย. 40
นายปณิธาน กล่าวด้วยว่า 3. ความร่วมมือทางด้านแรงงานทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบให้เป็นตามความตกลงบันทึกการประชุมว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานไทย - กัมพูชา 4. การป้องกันและปราบปรามการค้ายาเสพติด ที่ประชุมสนับสนุนส่งเสริมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ชายแดนทั้ง 2 ฝ่ายกระชับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการค้ายาเสพติดในพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีมติไปแล้ว 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมอื่นๆ ในพื้นที่ชายแดน รวมไปถึงการต่อต้านการก่อการร้ายโดยทั้ง 2 ฝ่ายสนับสนุนร่วมมือกันต่อต้านการก่อการร้าย อีกทั้งการติดตามและตรวจสอบการค้าอาวุธสงครามตามแนวชายแดน และต่อสู้ภัยคุกคามแบบใหม่
นายปณิธาน กล่าวว่า ทั้งนี้ยังสนับสนุนให้มีการร่วมกันเก็บกู้ กวาดล้างทุ่นระเบิด โดยส่งเสริมให้ปฏิบัติกวาดล้างทุ่นระเบิดร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมด้านความปลอดภัยทางทะเล กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี - ตราด และทัพเรือภาคที่ 1 ของไทย ร่วมกับกองทัพเรือภาคที่ 3 ของกัมพูชาในการเสริมสร้างมาตรการในการรักษาความปลอกภัยต่อเรือประมงของแต่ละประเทศ รวมทั้งความปลอดภัยทางทะเล และเสริมสร้างความร่วมมือหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยกับหน่วยทหาร ตำรวจของกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน ทั้ง 2 ฝ่าย รับทราบที่จะให้มีการจัดประชุมหรือหารือข้อราชการเพื่อเสริมสร้างความ สัมพันธ์และความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ยังเห็นชอบให้หน่วยทหารในพื้นที่ชายแดนทุกระดับ ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามพันธกรณีที่มีร่วมกัน และพัฒนาสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อประสานความร่วมมือที่ดีโดยเฉพาะนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และไม่มีการเผชิญหน้ากันด้วยกำลัง
นายปณิธาน กล่าวว่า ด้านความร่วมมืออื่นๆ อาทิ ความร่วมมือด้านการค้าบริเวณชายแดน ความร่วมมือด้านการเกษตร ความร่วมมือทางด้านสาธารณสุข ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ความร่วมมือด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รวมไปถึงความร่วมมือด้านการบรรเทาภัยพิบัติ แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทย - กัมพูชายังคงดำเนินต่อไป และความคิดเห็นของสหประชาชาติผลักดันให้สู่กลไกการเจรจราภายในประเทศอาเซียนด้วยกัน
นายปณิธาน กล่าวอีกว่า นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้เดินทางลงพื้นที่พร้อมกับนายอำนวย โชติสกุล ผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯเขต 13 และคณะ เดินทางลงพื้นที่อ.เสาธงชัย และบ้านภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ เดินทางไปยังรร. ภูมิซรอล อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด และตรวจเยี่ยมสภาพความเสียหาย ส่วนใหญ่เกิดกับสถานศึกษา รร.บ้านภูมิซรอล ต้องการการซ่อมแซมโดยด่วย รวมไปถึงประชาชนผู้สูงอายุและเด็ก เมื่อเกิดเหตุการณ์จะเคลื่อนย้ายลำบาก และกรณีความเจ็บป่วยของผู้สูงอายุ
ทั้ง นี้นายกฯได้ประสานสั่งกรกับกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างเสริม หลุมหลบภัยดังกล่าว และจะมีรร.อาชีวะ เดินทางไปช่วยเหลือ แต่ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยืนยันความปลอดภัยในการเข้าสู่พื้นที่ นอกจากนั้นยังมีความเสียหายด้านพืชผลทางการเกษตร รวมไปถึงการซักซ้อมทำความเข้าใจกับประชาชนเนื่องจากมีข่าวลือจำนวนมาก ติดต่อประสานงานให้รับข่าวสาร ข้อมูลจากทางราชการและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการปรับปรุงเส้นทางให้สะดวกในการเดินทางและหลบภัยหากเกิดกรณีที่จำ เป็น



