
รายงาน-เกมวัดใจ !
เพียงแค่วันแรกแดงก็ทะลักเดือดไปจนถึงบ้านสี่เสาเทเวศร์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
ผู้คนกว่าแสนทำเอาลานพระบรมรูปทรงม้า จากที่เคยร้อนระอุเพราะเปลวแดด ก็เพิ่มดีกรีความร้อนแรงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
ไม่มีใครรู้ว่า กว่าจะผ่านค่ำคืนวันที่ 8 เมษายน เหตุการณ์บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร เพราะต่างก็รับรู้ว่า เงื่อนไขที่เสื้อแดงเรียกร้องนั้น แทบจะไม่มีความเป็นไปได้
ไม่ว่าจะให้ พล.อ.เปรม พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออก ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ยื่นมาโดยไม่หวังผล
การตอบโต้ด้วยท่าทีแข็งกร้าวของ อภิสิทธิ์ ที่พร้อมยอมรับสิทธิในการชุมนุม แต่ก็พร้อมที่จะใช้อำนาจรัฐตามที่กฎหมายรองรับจัดการในทันทีที่เกิดความรุนแรง นั้นเท่ากับว่า รัฐบาลไม่เพียงไม่ถอย หากยังกร้าวใส่
หลายคนอาจหวั่นใจว่า ท่าทีแข็งกร้าวจะเป็นการเติมเชื้อไฟให้แก่การชุมนุมครั้งนี้
ที่สำคัญรัฐบาลเอาอะไรมามั่นใจว่า จะดูแลการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบ ไร้ความรุนแรง
เพราะต่างก็เชื่อว่า การมาของเสื้อแดงนั้น ไม่ได้มาเพื่อเจรจา ดูได้จากเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป จากการเรียกร้องให้ยุบสภา ก็เรียกร้องให้ลาออก
จากการเรียกร้องให้ พล.อ.เปรม ลาออก ก็เพิ่มองคมนตรีอีก 2 คน เข้าไปด้วย
น่าเชื่อว่า หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมผ่านวิดีโอลิงก์แล้ว "เงื่อนไข" น่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่า สุดท้าย หากมีการชุมนุมยืดเยื้อจนครบ 3 วันอย่างที่แกนนำกำหนด ก็ไม่รู้ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรบ้าง
แต่เชื่อว่า เป็นเงื่อนไขที่ไม่มีวันทำได้ เพราะเจตนาของผู้ที่อยู่เบื้องหลังนั้นไม่ได้ต้องการที่จะเปิดให้มีทางออก
เมื่อเป็นเช่นนี้ "ทางออก" หรือ "ทางเลือก" ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ คืออะไร
จะใช้วิธีนิ่งเฉย คอยจับตาดูว่าจุดใดที่มีการกระทำผิด แล้วจับดำเนินคดี เรื่อยไปแบบนี้ใช่แนวทางที่จะนำพาชาติบ้านเมืองพ้นจากวิกฤติได้หรือ
แต่ก็มีคำถามว่า แล้วจะมีวิธีการใดที่ดีไปกว่านี้ ?
อย่าว่าแต่การใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมเลย เพียงแค่ปิดกั้นขัดขวางไม่ให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนไหว ก็มีโอกาสที่แปรสภาพกลายเป็นเหตุจลาจลได้ทุกเมื่อ
เช่นเดียวกับการระดมไพร่พลในอาณัติ ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือบรรดาคนเสื้อน้ำเงิน ก็ล้วนแต่จะต้องระมัดระวัง ทำได้เฉพาะที่เฉพาะทาง เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
เพราะเหตุรุนแรงนั้นคือตัวการสำคัญที่จะฉุดความเชื่อมั่นของประเทศให้ดำดิ่ง ยิ่งในช่วงนี้ รัฐบาลกำลังเตรียมรับแขกบ้านแขกเมืองที่จะเข้ามาประชุมอาเซียนบวก 3 และอาเซียนบวก 6
กำลังตำรวจที่ระดมมาจากหลายจังหวัด จึงเน้นหนักไปที่การเฝ้าระวังและปราม ด้วยการถ่ายภาพเอาไว้ เผื่อเกิดเหตุ จะได้นำไปเป็นหลักฐานดำเนินคดี
ส่วนกำลังทหารนั้นถูกระดมมาทำหน้าที่เฝ้ารักษาสถานที่ราชการ มีการกำชับให้เคร่งครัดต่อคำสั่งและกฎระเบียบ ที่วางมาตรการจากเบาไปหาหนัก เพราะถือว่าสถานที่ราชการหรือสถานที่สำคัญๆ นั้น การบุกรุกหรือเผาทำลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และสามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสม
ตลอดการชุมนุมวันที่ 8 เมษายน ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นย่ำ เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่มีท่าทีที่เป็นภัยคุกคามต่อคนทั่วไปหรือสถานที่ราชการ โดยเฉพาะบ้านสี่เสาเทเวศร์ รัฐบาลจึงเลือกใช้วิธียอมปล่อยให้สถานการณ์เดินหน้าไป และให้วัน เวลา ทำหน้าที่สลายการชุมนุม
ถึงแม้ว่า จะมีนักวิชาการกระสากลิ่นคาวเลือด
ถึงแม้จะมีการเตือนว่า บ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะไร้ทางออก
แต่สถานการณ์เมื่อเช้า-ค่ำวันที่ 8 เมษายน ยังไม่อยู่ในจุดที่จะต้องตัดสินใจ ซึ่งเป็นจุดที่ดีที่สุด
ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดก็คือ จุดที่จะมีการเปิดเกมรุนแรง
กรณีการจับกุมกลุ่มมือปืนที่เกี่ยวข้องกับนายทหารเตรียมการสังหารประธานศาลฎีกา และยังมีแผนเผาธนาคารอีกนับสิบแห่ง ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่น่าเคลือบแคลง เพราะสามารถมองได้ว่า นี่คือการสกัดความพยายามที่จะป่วนเมืองของฝ่ายรัฐบาล
เมื่อโยงเข้ากับเงื่อนไขที่ไม่มีวันเป็นไปได้ การจับกุมและเปิดโปงแผนทำร้ายชาติจึงเป็นอีกเกมที่ฝ่ายรัฐบาลยังคงกุมสภาพวิกฤติครั้งนี้เอาไว้ได้
แต่จะนานแค่ไหน ก็ต้องวัดใจกันในวันสองวันนี้ !



