
ไร้ครกไร้จวักไร้รักอาหารไทย
โบราณบอกเอาไว้ว่าเมื่อใดที่ชายไทยคิดจะมีเมีย ให้เดินไปด้อมๆ มองๆ ตามบ้านที่มีลูกสาวในยามเย็น หากไม่ได้ยินเสียงสากกระทบครกดังโปกเปก หรือเห็นหมาที่เลี้ยงตามใต้ถุนบ้านผอมโซ แม้ว่าลูกสาวสวยบ้านนั้นจะงามหยดย้อยเพียงใด ก็จงอย่าได้เอามาทำเมียเป็นเด็ดขาด
เพราะนั่นหมายความว่าลูกสาวบ้านนั้นทำกับข้าวกับปลาไม่เป็น หรือทำเป็นก็ไม่มีรสชาติขนาดหมายังผอมโซ และยังมีพังเพยไทยโบราณที่ยืนยันเรื่องนี้เอาไว้ว่า “เสน่ห์ปลายจวัก ผัวรักจนวันตาย” ซึ่งมีความหมายว่าหญิงใดทำกับข้าวกับปลาได้เอร็ดอร่อย ต่อให้ขี้ริ้วขี้เหร่ขนาดไหนผัวก็หลงใหล ไม่ยอมหนีไปอยู่กับสาวอื่นใดแน่นอน
แต่ด้วยความที่อาหารไทยเป็นอาหารที่ถูกกล่าวหาว่าปรุงยาก มีส่วนผสมเครื่องปรุงมากมายหลายอย่าง และที่สำคัญคือมีกลิ่นฉุนรุนแรงในขณะปรุง คนสมัยใหม่จึงห่างหายไปจากครัวไทยและอาหารไทยมากขึ้น เพราะกลัวว่าหากต้องปรุงอาหารไทยเอง กลิ่นที่ฉุนของการต้มแกงผัดจะตลบอบอวลไปทั้งบ้าน แถมคนปรุงหน้าเตายังต้องเสียเงินไปสระไดร์ผมใหม่ทุกครั้ง
หรือด้วยกลิ่นที่ฉุนของการปรุงแต่งอาหารไทยนั่นเอง ที่จะทำให้เพื่อนบ้านหรือเพื่อนห้องข้างเคียงในคอนโดมิเนียม ตามรูปแบบการดำเนินชีวิตสมัยใหม่ ออกมาต่อว่าจนเสียสัมพันธไมตรีต่อกันไปเสียเปล่าๆ ถึงขนาดที่อาคารอยู่ร่วมกันแบบชีวิตสมัยใหม่หลายแห่ง ออกกฎห้ามปรุงอาหารที่มีเปลวไฟ ซึ่งหมายถึงอาหารไทยและอาหารจีน อนุญาตให้ปรุงได้แต่อาหารที่ใช้ไมโครเวฟและไม่มีกลิ่นฉุนขณะปรุงเท่านั้น
ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ชุมชนคนไทยตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินไทย กลับกีดกันการปรุงแต่งอาหารซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมประจำชาติไทย ทั้งที่เจ้าของโครงการน่าจะให้สถาปนิก ออกแบบการระบายกลิ่นควันเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อสร้าง แต่นี่ดันไปลอกเอาแบบอย่างของฝรั่งมังค่า มาทำลายขนบธรรมเนียมไทยไปจนไม่เหลือรากเหง้า
บ้านไทยทุกหลังในสมัยก่อนต้องมีครกเป็นเครื่องครัวประจำบ้าน เพราะต้องใช้เพื่อโขลกน้ำพริกเครื่องแกง หรือต้องมีการตำอาหารหลายอย่างให้ละเอียดเหมาะแก่การปรุง ครกหินอ่างศิลาจึงเป็นของคู่กับสังคมไทยมานาน
การโขลกตำน้ำพริกด้วยครกหินเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะประจำชาติ เพราะต้องรู้จักว่าอะไรที่ละเอียดยากง่ายกว่ากัน เช่น ต้องใส่พริกแห้งบางช้างเม็ดใหญ่ ที่แช่น้ำจนเปลือกยุ่ยแล้วลงไปตำก่อน จากนั้นจึงใส่เกลือเม็ดที่ทั้งแข็งและคมตามลงไป เพื่อจะได้บดขยี้พริกให้ละเอียดมากขึ้น
ต่อจากนั้นจึงตามลงไปด้วยตะไคร้และผิวมะกรูด เพราะหากใส่เครื่องปรุงทั้งสองอย่างลงไปก่อน ก็จะโดนสากบดจนละเอียดและกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยจากเครื่องปรุงทั้งคู่ จะกระจายหายไปเสียเปล่าในอากาศ ขั้นตอนท้ายที่สุดจึงใส่กะปิที่ห่อด้วยใบตอง ย่างบนไฟอ่อนๆ จนหอมกรุ่น เพื่อให้กะปิเป็นตัวประสานเครื่องปรุงต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน
กลเม็ดการปรุงอาหารไทยตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ดูจะเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับคนยุคใหม่ เพราะอาหารฝรั่งและญี่ปุ่นที่ทันสมัยแค่จับเรียงวางเคียงกันก็รับประทานได้แล้ว หรือจะปรุงก็เพียงแค่เอาใส่ไมโครเวฟตามที่ระบุไว้บนฉลากเท่านั้นเอง อาหารไทยจึงมีให้เห็นอยู่เพียงแค่ตามร้านอาหารทั่วไป ที่นอกจากจะใช้เครื่องปรุงสำเร็จแล้ว ยังใช้กรรมวิธีการปรุงสมัยใหม่ ที่ทำให้คำว่าเสน่ห์ปลายจวักกลายเป็นเรื่องเชยและล้าสมัยไปเสียหมด
อาหารไทยสมัยนี้จึงมีรสชาติที่เหมือนกันทุกแห่งหน เพราะใช้น้ำปรุงสำเร็จรูปที่วางขายตามห้าง ที่ทั้งหน้าตาและรสชาติไม่รู้ว่าจะเป็นไทยหรือเป็นฝรั่งกันแน่ ก็ขนาดแกงเผ็ดในประเทศไทยยังใช้นมสดหรือกะทิกล่องแทนกะทิสดกันไปแล้วนี่ครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



