
ฝนเฟื่องเรื่อง(คลื่น)ประชาธิปไตยในอียิปต์
สองสามปีนี้เราทำนายคลื่นสึนามิยังไม่ถูก คำถามก็คือ เราจะเอาอะไรไปหวังกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่อียิปต์ว่าจะส่งผลสะเทือนเป็นสึนามิประชาธิปไตยไปทั่วโลก?
ความจริงไม่ได้อยากจะเขียนเรื่องนี้อีก เพราะเขียนไปแล้วเมื่ออังคารก่อน ซึ่งมูบารักยังไม่ได้ลงจากอำนาจ แต่ในวันนี้ที่ประธานาธิบดีมูบารักลงจากอำนาจ ก็ควรจะย้ำไว้อีกครั้ง
ประการแรก แรงกดดันจากภายนอกประเทศนั้นมีส่วนสำคัญมากมายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอียิปต์ไม่ใช่เพราะว่าประชาชนลุกฮือขึ้น และมีการสร้างเครือข่ายออนไลน์ไปทั่วโลก แล้วนำไปสู่การได้มาซึ่งประชาธิปไตยแต่ความสำเร็จอีกส่วนหนึ่ง น่าจะเป็นการเจรจาลับของมหาอำนาจหลายประเทศที่อยู่เบื้องหลังของประธานาธิบดีมูบารัก เพราะความสำคัญของอียิปต์นั้นอยู่ที่การมีสายสัมพันธ์อันดีโดยเปรียบเทียบกับอิสราเอล ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ในพื้นที่โดยรอบ
พูดแบบนี้ไม่ใช่มามั่วๆ พูด หรือเชื่อในทฤษฎีการสมคบคิด แต่ผมอนุมานมาจากการติดตามข่าวอียิปต์เอง ที่สื่อมวลชนไม่สามารถรายงานข่าวอะไรเป็นระบบ นอกจากเรื่องจำนวนและความรุนแรง ซึ่งดูจะเป็นมาตรฐานใหม่ในการรายงานข่าวการเรียกร้องประชาธิปไตย
ลำพังแค่จำนวนกับข้อเรียกร้องไม่น่าจะเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อการเปลี่ยนแปลงหรอกครับ เพราะสื่อ (กระแสหลัก) ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในอียิปต์นั้นมีผลน้อยมากถ้าเทียบกับการต่อสู้ที่สอดประสานทั้งจากสื่อออนไลน์ และจากการเจรจาลับ
ประการที่สอง ดังที่ได้เลยเน้นย้ำไว้แล้ว บทบาทของทหารท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการเรียกร้องประชาธิปไตยนั้นป็นเรื่องสำคัญ
และเราจะเห็นได้ว่าความสำเร็จในการเรียกร้องประชาธิปไตยและเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้นำประเทศนั้น หัวใจสำคัญก็คือ ความสามารถในการ "แยกปลาออกจากน้ำ" หรือแยกทหารออกจากผู้นำอำนาจนิยมให้ได้
สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่จะไม่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต และไม่ใช่ไม่เคยเกิดในหลายประเทศ แต่สิ่งสำคัญก็คือเราจะสามารถกระทำให้ปรากฏการณ์แยกปลาออกจากน้ำได้อย่างไร
น่าสนใจตรงที่ในบางประเทศอันไกลโพ้นจากอียิปต์กำลังคร่ำเคร่งกับการต้านรัฐประหาร แต่อาจไม่เห็นบทเรียนสำคัญที่ในหลายประเทศเขาพบว่า อาจมีความเป็นไปได้ว่ากระบวนการจรรโลงประชาธิปไตยนั้นมีทหารเป็นเงื่อนไขสำคัญ แต่การถอนตัวของทหารออกจากการเมืองนั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ด้วยการเดินขบวนเคลื่อนไหว
แต่หมายถึงการสร้างเงื่อนไขให้ทหารเห็นว่าต้นทุนในการอยู่ในการเมืองนั้นสูงกว่าออกไปจากการเมือง และทั้งนี้ทหารจะต้องสามารถริเริ่มกระบวนการนี้เองด้วย-อันนี้เป็นสิ่งที่ "ครูชาติ" เคยกล่าวไว้ในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของครูเมื่อหลายปีก่อนมิหนำซ้ำ ในบางประเทศยังมีการพยายามสร้างสถานการณ์ให้ทหารเห็นว่า ต้นทุนในการเข้าสู่การเมืองนั้นต่ำกว่าการออกจากการเมือง และจำเป็นต้องยุ่งกับการเมืองเท่านั้นที่จะอยู่รอด
ประการสุดท้าย จะพบว่าแนวโน้มในการเรียกร้องประชาธิปไตยทั่วโลกนั้นไม่ใช่ว่ามีจำนวนคนมากมายมาเข้าร่วมแล้วจะเป็นเงื่อนไขที่แน่นอนว่าจะนำไปสู่ชัยชนะ ไม่ว่าจะหมายถึงชัยชนะในการโค่นล้มอำนาจ หรือชัยชนะในฐานะของการสร้างความยั่งยืนให้การเมืองภายหลังการโค่นล้มอำนาจนั้นได้
ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่ต้องการลดทอนความสำคัญของการชุมนุมแต่อย่างใด แต่หมายถึงความสามารถในการนำเสนอและออกแบบความสัมพันธ์ทางการเมืองภายหลังจากการฉลองชัยชนะเฉพาะหน้าต่างหากครับ อาทิ การจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างเงื่อนไขภายนอกประเทศกับภายในประเทศ รวมไปถึงการจัดความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับการเมืองและการทำให้ทหารถอยออกมาจากการเมืองอย่างสง่างามและมีศักดิ์ศรีด้วยครับ



