
ต้องเชือดไก่ให้ลิงดู
ถ้านับถึงวันนี้โครงการประชาวิวัฒน์ ที่รัฐบาลวางเอาไว้ 9 มาตรการ ที่จะทำเร่งด่วน และให้กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่นำร่องก็ถือเป็นเวลากว่าขวบเดือนแล้ว
สิ่งที่ชาวบ้านทั่วไปทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดกล่าวถึง กลับเป็นเรื่องของไข่ชั่งกิโล ที่ผลการสำรวจออกมาดูจะเป็นด้านลบเสียมากกว่า
ทั้งที่จะว่าไปแล้ว "ด้านดี" ของโครงการประชาวิวัฒน์นั้นก็ไม่ใช่ว่าไม่มี เพียงแต่ว่าด้านดีที่ว่านั้น ยังไม่ปรากฏให้สัมผัสได้อย่างชัดเจน
โดยเฉพาะ 3 โครงการ คือ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่จะกลายเป็นโมเดลให้ทั่วประเทศ นั้นหัวใจหลักที่กลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างเสนอมานั้น ยังไม่ได้รับการตอบสนอง
ยังไม่มีการตอบรับว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีตัวตนในสังคมที่ถูกต้องชอบธรรม
นั่นก็คือ การจัดการกับพวกเขาอย่างคนที่อยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่เหยื่อของคนมีสีทั้งหลาย ที่มองเห็นพวกเขาเป็นขุมทรัพย์
สังศิต พิริยะรังสรรค์ ผู้ที่รับฟังข้อมูลจนตกผลึกในเรื่องนี้บอกว่า คนเหล่านี้ ไม่ใช่คนที่จับปลาไม่เป็น หากแต่ที่พวกเขาอยู่กันไม่ได้ ก็เพราะปลาที่พวกเขาหามาได้นั้น ถูกขโมย ถูกจี้ ถูกรีดด้วยภาษีเถื่อนจากกลุ่มอิทธิพล
แทนที่จะได้ปลากลับบ้านอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่กลับกลายเป็นว่า ถูกโจรที่มาในรูปแบบต่างๆ มาแบ่งเอาไป
สำหรับกรณีมอเตอร์ไซค์รับจ้างนั้น กรณีนี้จำเป็นเร่งด่วนมากเสียกว่า "สินเชื่อ" ที่รัฐพยายามใช้เป็นช่องทางเพื่อซื้อใจกลุ่มคนเหล่านี้
กรณีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก็จะคล้ายๆ กับเหล่าแม่ค้า ที่เดิมอยู่นอกจุดผ่อนผันให้ค้าขาย
ถามคนเมืองหลวงได้เลยว่า เมื่อพูดถึงแม่ค้าแล้วจะคู่กับอะไร
ด้วยความจำเป็นที่ต้องใช้พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นทางเท้า หรือกระทั่งล้ำลงไปบนผิวถนน สิ่งเหล่านี้ เรียกให้เจ้าหน้าที่มาบริหารจัดการ "ภาษีเถื่อน" ได้อย่างเต็มที่
ถามว่าเมื่อจัดพื้นที่ค้าขายใหม่ คนเหล่านั้นที่เคยค้าขายยังได้สิทธิเดิมอยู่หรือไม่ รวมทั้ง คนอื่นที่มุ่งหวังจะยึดอาชีพนี้บ้าง มีสิทธิที่จะไปแบ่งปันทรัพยากรตรงนั้นได้หรือไม่
ถ้าได้ ทำอย่างไรจะทำให้มาเฟียกลุ่มเดิมไม่มีโอกาสเข้ามาบริหารจัดการส่วยเถื่อน
สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นคำถาม
ในขณะที่กลุ่มแท็กซี่ ที่รัฐดึงอิสลามแบงก์มาช่วยปล่อยกู้ให้ดาวน์รถในอัตราดอกเบี้ยต่ำนั้น ก็เป็นแนวทางหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ถือว่า แก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะเมื่อจำกัดที่การรวมกลุ่ม และมุ่งไปที่เงินดาวน์ ปัญหาก็จะยังไม่สิ้นสุด
นั่นเป็นเพราะว่า หากคิดเป็นรายวันที่จะต้องจ่ายให้ธนาคาร ทั้งในส่วนของเงินดาวน์รถ และจ่ายให้ไฟแนนซ์ในที่เป็นค่างวดรถ รวมแล้ววันละ 500 กว่าบาท หากเกิดอะไรขึ้นกับแท็กซี่มืออาชีพเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วย หรือรถเกิดอุบัติเหตุ นั่นย่อมหมายความว่า หายนะมาเยือนแล้ว
นี่ยังไม่นับถึงบางจังหวะที่ต้องตกเป็นเหยื่อของผู้ถือกฎหมาย ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม รายได้ที่รับมาในแต่ละวันมีโอกาสที่จะหดหายไปกับ "ภาษีเถื่อน" เหล่านั้นทุกเมื่อ
บางครั้งเมื่อรัฐบาลพูดถึงการให้ การจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้ไป ดูจะเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และยอมรับความขุ่นเคือง เมื่อถูกค้าน ถูกซักถาม
แต่หากเรามาพูดคุยกันถึงความจริงที่เกิดขึ้นในทุกเมื่อเชื่อวัน ก็เป็นความชอบธรรมที่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจะเรียกร้องเอาจากผู้บริหารประเทศ
ดูเหมือนว่า เรื่องนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เองก็รับรู้ดีถึงอุปสรรคที่ยังไม่ถูกกำจัด ในการประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศไทย เมื่อวันจันทร์จึงมีข้อเรียกร้องเอากับ ตำรวจ กทม. เทศกิจ กรมการขนส่งทางบก เพื่อให้เร่งขยับปรับตัวเข้าหาโครงการนี้
“ขอเรียนว่าถ้าเราทำงานที่เป็นมาตรการนี้สำเร็จ ประโยชน์ไม่เกิดกับกลุ่มคนเป้าหมายแต่จะเกิดกับสังคมในภาพรวมเป็นผลดีกับท่านทั้งหลายเองด้วย เพราะเป็นโอกาสนี้ที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและประชาชนจะได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีและถ้าคนเหล่านี้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่หลายอย่างจะง่ายและมีประสิทธิภาพขึ้น และเป็นการลดความขัดแย้ง"
ถ้อยแถลงของนายกฯ ดูจะเน้นไปในทางขอความร่วมมือและเพื่อให้เห็นแก่ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อส่วนรวมเสียมากกว่า
เบาหวิว จนน่าเชื่อว่า ความกระตือรือร้นที่จะทุบหม้อข้าวเถื่อนของตนเองไม่น่าจะเกิดขึ้น
ผลที่จะตามมาก็คือภายใน 6 เดือนที่จะลดปัญหาอาชญากรรม 20% ก็อาจจะไม่มีวันได้เห็น
ก็รู้อยู่แล้วว่า รายได้และผลประโยชน์เป็นสิ่งที่ยากเกินจะตัดใจ การใช้พระคุณพูดจาลูบหลังลูบไหล่เชื่อเถอะ ต่อให้ อภิสิทธิ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีก 2 รอบ ก็ไม่มีวันเกิดขึ้นตามที่อยากให้เป็น
สิ่งที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลจัดการโจรขโมยปลาก็คือ การใช้ความเด็ดขาด
เมื่อเตือนแล้วบอกแล้วแต่ยังทำอยู่ ก็ต้องจัดการอย่างเฉียบขาด
ถ้าจำเป็นต้อง "เชือดไก่ให้ลิงดู" ก็ต้องทำ ...ขึ้นอยู่กับว่าว่ากล้าไหม เท่านั้นเอง
ศรายุทธ สายคำมี



