ข่าว

"กษิต"แจงUNSCไทยปะทะเขมรวันนี้

"กษิต"แจงUNSCไทยปะทะเขมรวันนี้

14 ก.พ. 2554

"กษิต"เข้าชี้แจง UNSC กรณีปะทะไทย-กัมพูชา เวลา 22 น.วันนี้ ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา อ้างมีแผนจะสรุปให้ UNSC ฟังเรื่องที่ถูกไทยรุกราน

(4ก.พ.) นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเข้าชี้แจงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC วันนี้ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาที่ชายแดนด้าน จ.ศรีสะเกษ ซึ่งกัมพูชาร้องเรียนเรื่องนี้ไปยัง UNSC ทาง UNSC จึงนัดประชุมประเทศสมาชิกทั้ง 15 ประเทศ ประกอบด้วย สมาชิกถาวร 5 ประเทศ และสมาชิกไม่ถาวร อีก 10 ประเทศ เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ โดยได้เชิญนายกษิตและนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ไปชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด
 
          สำหรับการประชุม UNSC ครั้งนี้จะเริ่มขึ้นเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับเวลา 22.00 น.ตามเวลาประเทศไทย โดยประธาน UNSC จะเป็นผู้กล่าวเปิดการประชุม จากนั้นรองเลขาธิการ UNSC ฝ่ายการเมืองเป็นผู้กล่าวสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด จากนั้นจะเปิดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ชี้แจงก่อนจะให้นายฮอร์ นัม ฮง กล่าวถ้อยแถลงก่อนใน ฐานะที่กัมพูชาเป็นผู้ยื่นคำร้อง จากนั้นจึงให้นายกษิตกล่าวถ้อยแถลงเป็นคนสุดท้าย คาดว่าหลังได้ฟังถ้อยแถลงจากทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว UNSC จะมีความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา

 ด้านเว็บไซท์หนังสือพิมพ์พนมเปญ โพสต์ รายงานว่า นายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาได้เตรียมตัวจะไปชี้แจงต่อคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ หรือ UNSC เช่นเดียวกับนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ในประเด็นการปะทะกันบริเวณชายแดนในช่วงต้นเดือนนี้

 ทหารกัมพูชาและไทย ที่ประจำการอยู่บริเวณชายแดน ใกล้ปราสาทพระวิหาร และได้เกิดการปะทะกันเป็นเวลา 4 วัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน และชาวบ้านอีกหลายพันคนของทั้งสองประเทศ ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน ซึ่งนายฮอร์ ได้กล่าวให้สัมภาษณ์ที่สนามบินในกรุงพนมเปญ ก่อนออกเดินทางไปยังนิวยอร์ค เมื่อวันศุกร์ว่า เขามีแผนจะสรุปให้ UNSC เรื่อง" การรุกราน " ของฝ่ายไทย โดยจะแจ้งให้สหประชาชาติ ทราบถึงเหตุผลที่ไทยกำลังก่อสงครามกับกัมพูชา และจะร้องขอให้สหประชาชาติให้หลักประกันว่าการสู้รบจะยุติลง

 นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ของกัมพูชา ได้ร้องของกองกำลังรักษาสันติภาพจากสหประชาชาติ ให้เข้าไปประจำการบริเวณแนวชายแดนของสองประเทศ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ไทยได้ตอบโต้ว่า แนวทางแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ดีที่สุด ก็คือการใช้กลไกในกรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ไทย-กัมพูชา และล่าสุด นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย เมื่อวันอาทิตย์ว่า ฝ่ายไทยมั่นใจว่าจะสามารถอธิบายว่าข้ออ้างของกัมพูชา
นั้น ไม่ถูกต้อง กัมพูชาเรียกร้องให้มีการแทรกแซงของประเทศที่ 3 หรือ กองกำลังรักษาาสันติภาพแต่ไทยจะเรียกร้องให้ประเด็นนี้กลับสู่การเจรจาทวิภาคี ว่าด้วยการปักปันชายแดน

 อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประธานหมุนเวียนของสมาคมอาเซียนในปีนี้ ได้เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศของ 10 ชาติสมาชิก เข้าร่วมการประชุมที่กรุงจาการ์ต้า ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เพื่อหารือในประเด็นนี้ ซึ่งทางฝ่ายได้ได้ตอบตกลงไปแล้ว

 ขณะที่จีนได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่า สนับสนุนความพยายามของสมาคมอาเซียน ในการบรรเทาความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายแก้ปัญหาข้อพิพาทกันอย่างสันติ

 นายหม่า จ้าวซื่อ โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน แถลงว่า จีนกำลังหวังที่จะทำงานร่วมกับสมาคมอาเซียนและประชาคมนานาชาติ เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทเหนือดินแดนทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหาร ที่เป็นชนวนเหตุให้เกิดการปะทะกันเมื่อไม่นานมานี้

 รัฐบาลจีนได้ติดต่อใกล้ชิดกับทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา นับตั้งแต่เกิดความตึงเครียดครั้งล่าสุด พร้อมกับของให้ทั้งสองฝ่ายยุติการปะทะกันทางทหาร และป้องกันไม่ให้สถานการณ์เสื่อมทรามลง ความขัดแย้งที่หวนกลับมารุนแรงอีกเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ ได้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตบาดเจ็บ และประชาชนตามแนวชายแดนหลายพันคน ต้องอพยพหนีออกจากพื้นที่

 สถานการณ์ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา ได้เลวร้ายลงเมื่อปี 2551 เมื่อองค์การยูเนสโก ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และโบราณสถานแห่งนี้ ได้กลายเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว

 หนังสือพิมพ์ ดิ ไอส์แลนด์ ของศรีลังกา รายงานว่า การเมืองในอุดมคติที่สมาคมอาเซียนมักจะจำมาอ้างเสมอว่า ชาติสมาชิกไม่เคยเปิดฉากทำสงครามเข้าใส่กัน ได้แตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆในช่วงวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อเกิดการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยที่นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ของกัมพูชา เป็นคนประกาศเองเลยว่า เป็นสงครามอย่างแท้จริง ที่ทำให้บรรดาผู้นำชาติอาเซียนและองค์กรใหญ่แห่งภูมิภาคนี้ ต้องตกเป็นที่สนใจของโลกโดยไม่ตั้งใจผู้นำกัมพูชา ได้เผยปัญหาที่แก้ไขยากของอาเซียน และต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น มิฉะนั้น ความน่าเชื่อถือของอาเซียนในเวทีโลกก็จะเสียหายอย่างยับเยิน

 ความสนใจในสัปดาห์นี้ จะมุ่งไปที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและนายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ที่จะเข้าชี้แจงเหตุปะทะกันต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่สำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ค โดยมีนายมาร์ตี้ นาตาเลกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งรั้งตำแหน่งประธานหมุนเวียนของอาเซียน เข้าร่วมด้วย เพื่อเสนอมุมมองของอาเซียน และเพื่อเป็นหลักประกันว่า หลังการชี้แจงแล้ว จะเกิดความเห็นพ้องของคู่กรณีที่
อาเซียนจะนำมาใช้เป็นประโยชน์เพื่อให้ง่ายต่อการสร้างกระบวนการสันติภาพต่อไป เพื่อยุติความเป็นปรปักษ์ต่อกัน

 ก่อนหน้านี้ ความขัดแย้งในอาเซียน ไม่ค่อยจะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC โดยครั้งล่าสุด คือ ประเด็นติมอร์ตะวันออก เมื่อปี 2542มีเพียงประเด็นพม่า ซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียนเช่นกันนั้น เป็นประเด็นสากลมายาวนาน

 นับจากปี 2551 กัมพูชาได้พยายามที่จะยกเด็นข้อพิพาทบริเวณชายแดน ไปเข้าสู่การพิจารณาของสหประชาชาติ แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ แต่การปะทะกันครั้งล่าสุดที่มีการยิงปืนใหญ่เข้าใส่กันนั้น ทำให้มีสมาชิก 2-3 ชาติใน UNSC แสดงความวิตกและตัดสินใจเรียกประชุม แต่ก็เชื่อว่า ผลของการประชุม UNSC จะออกมาในรูปของการออกแถลงการณ์ของประธานในที่ประชุม และไม่มีผลผูกมัดใด ๆ

 รัฐมนตรีต่างประเทศนั้น ถูกมองว่า ทราบแนวโน้มของผลที่จะออกมาเป็นอย่างใด ถึงได้เรียกประชุมอย่างเร่งด่วนแต่ไม่เป็นทางการกับบรรดาชาติสมาชิกอาเซียน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ที่กรุงจาการ์ต้า มีการเปิดเผยด้วยว่า ในระหว่างภารกิจ " ชัตเติล ดิพโพลเมซี่ " หรือ การเดินทางไปเจรจาทางการทูตเพื่อคลี่คลายปัญหา หรือ กรณีพิพาท ที่ผู้ไกล่เกลี่ยต้องเดินทางกลับไป-กลับมา ระหว่างประเทศคู่กรณีนั้น นายมาร์ตี้ ได้หารืออย่างใกล้ชิดกับสมาชิกใน UNSC
และนายบัน คี-มุน เลขาธิการสหประชาชาติด้วย

 การเรียกประชุมอาเซียน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ จะเป็นการต่อยอดการประชุมของ UNSC และเพื่อหาแนวทางว่าอาเซียนจะทำอย่างไรต่อไป เพื่อบรรเทาวิกฤติความขัดแย้ง และรักษาชื่อเสียงของอาเซียนด้วย ซึ่งที่จริง ได้มีข้อกำหนดในการแก้ปัญหาข้อพิพาทอยู่แล้วในกฎบัตรอาเซียน รวมถึงในพิมพ์เขียวของประชาคมการเมืองและความมั่นคงของอาเซียน ที่จะมีการหารือกันและเตรียมจะนำไปปฏิบัติใช้อยู่แล้ว

 นายมาร์ตี้ ได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่รู้ระบบของสหประชาชาติเป็นอย่างดี ด้วยเพราะเคยทำงานอยู่ที่นั่น ก่อนจะมารับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักการทูตระดับเวิร์ลด์-คลาสส์ และมีมิตรสหายเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงอยู่ในสหประชาชาติด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ มาเรีย ลุยซ่า รีไบโร่ ซึ่งเป็นประธานหมุนเวียนของ UNSC ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปได้ที่เขาจะได้รับการสนับสนุนให้นำประเด็นข้อพิพาทกลับคืนสู่กลไกที่มีอยู่แล้วในระดับภูมิภาคแต่แม้ว่าคู่กรณีจะยินยอมที่จะใช้ MOU 2000 และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาเป็นพื้นฐานในการเจรจา แต่ตอนนี้ ชาติสมาชิกอาเซียนต่างก็พยายามหาแนวทางแก้ปัญหาที่สามารถนำมาปฏิบัติใช้ร่วมกันได้