
รักอย่างไร??ถึงไม่ตกเป็นทาส
เนื่องด้วยในเดือนกุมภาพันธ์มีวันสำคัญถึงสองวาระด้วยกัน คือ "วันแห่งความรัก" ของศาสนาคริสต์ ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ และวัน "มาฆบูชา" ของศาสนาพุทธ ซึ่งตรงกับวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ในโอกาสนี้ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จับมือกับสำนักพิมพ์สุ
(ตามคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม "หัวใจกับใบโพธิ์ # 2 : กิ่งโพธิ์" เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความรักผ่านแง่มุมธรรมะ และร่วมรำลึกถึงท่านพุทธทาสภิกขุ ในโอกาสครบรอบ 105 ปี ชาตกาลของท่านพุทธทาสภิกขุ โดยมี "ท่านจ้อย" พระครูใบฎีกามณเฑียร มัณฑิโร, "แอ๊ด" พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา และ "น้ำผึ้ง" ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์ ร่วมวงพูดคุยที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ จัตุรัสจามจุรี เมื่อวันก่อน
เริ่มต้นที่เปิดฉากสนทนาด้วย "ท่านจ้อย" พระครูใบฎีกามณเฑียร ผู้ดูแลท่านพุทธทาสมาแต่เยาว์วัย กล่าวว่า ความรักเป็นเรื่องของความเข้าใจ การให้กำลังใจ การให้อิสระ การให้ความเมตตา และเอื้ออาทรต่อกัน แต่ความรักแท้ต้องไม่ตกอยู่ใน 3 อารมณ์ คือ หวง ห่วง ห้วง อีกทั้งต้องมีองค์ประกอบหลัก 3 ข้อ ได้แก่ ความบริสุทธิ์ ปัญญา และเมตตา ซึ่งนอกจาก 3 ข้อดังกล่าวแล้ว ก็ควรดำเนินไปบนความถูกต้อง รักย่อมไม่นำกุศลให้เกิดขึ้นในจิตอกุศล รักย่อมยังกุศลให้เกิดขึ้นในจิตใจ และต้องนำไปสู่การพัฒนาหรือทำจิตใจให้ขาวรอบ กล่าวคือ ต้องไม่หวาดระแวงเคลือบแคลงสงสัย นอกจากนี้ก็ต้องมีความไว้วางใจกันเสมอ
"โดยธรรมชาติของมนุษย์ย่อมต้องมีการสืบสานต่อแห่งสายเลือด แต่ถ้าเรามองกลับไปในรุ่นปู่ย่าและบรรพบุรุษ ถึงจะมีลูก 8-10 คนก็ยังรักกัน ยุคนี้เปลี่ยนไป ภาวะตรงนี้ทำให้เห็นว่ารักที่มีอยู่นั้นเป็นวัตถุภายนอก เน้นอารมณ์เป็นเรื่องไม่จริง เป็นความรักที่วัยรุ่นแสวงหาเพื่อตัวเอง ที่สุดแล้วที่บอกว่ารักไม่เป็นทาส เราต้องดูว่าความรักเป็นส่วนประกอบของการสืบพันธุ์ ถ้าไม่มีกามารมณ์ มนุษย์จะไม่สืบพันธุ์ ท่านพุทธทาสบอกว่า กามารมณ์เป็นเครื่องล่อ เป็นเหยื่อ เป็นรางวัล จ้างให้มนุษย์สืบพันธุ์ แต่วัยรุ่นนำเอากามารมณ์มาใช้ผิด มนุษย์มัวหมกหมุ่นกับสิ่งเหล่านั้น และตกเป็นทาสของมัน ท่านพุทธทาสเน้นว่า จงรู้เท่าทันเหยื่อแห่งอารมณ์ "เพื่อจะไม่ตกเป็นทาสของมัน"
ด้านนักเขียนหนังสือและแต่งเพลงธรรมะชื่อดัง "แอ๊ด" พิสุทธิ์ ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า ความรักทั่วๆ ไป ดูเหมือนเป็นการให้อย่างคำโบราณที่ว่า "รักคือการให้ ความใคร่คือการเอา" ก็ยังไม่ล้าสมัย แต่รักที่ให้ไปก็ยังผิด เพราะในรักนั้นมีความคาดหวังต่อปะปนอยู่ ความรักแบบนี้เองที่เรียกว่าเป็น "ทาส" ด้วยว่าไม่เป็นอิสระซึ่งกันและกัน
"ความรักของหนุ่มสาวหากเกิดขึ้นแล้วไม่เป็นไปตามที่ปรารถนาก็จะกลายเป็นความทุกข์ กลายเป็นรักที่มีความแค้น สุดท้ายก็มาปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นข่าวทำร้ายกัน นั่นคือเป็นความรักที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน แต่ถ้าเป็นความรักที่ปรารถนาดีต่อกัน ก็ต้องให้อิสระแก่กันด้วยแม้กระทั่งคำขอบคุณ ก็ไม่ต้องไปคาดหวัง ก็จะทำให้เราพบความสุขและหลุดพ้นจากการเป็นทาส" นักเขียนและนักแต่งเพลงแสดงความคิดเห็น
ขณะที่นักแสดงสาว "น้ำผึ้ง" ณัฐริกา เผยว่า สำหรับเธอเองได้แยกความรักออกเป็นสองประเด็น คือ ความรักที่มีให้ตัวเอง และความรักที่มีให้ผู้อื่น ซึ่งทั้งการรักตัวเองและรักผู้อื่น ถ้าหากเป็นรักแท้ก็จะต้องปราศจากความเห็นแก่ตัว ต้องให้อิสระแก่คนที่เรารัก ไม่ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แม้ว่าจะผ่านการจดทะเบียนสมรสเป็นสามีภรรยากันแล้วก็ตาม
"ก่อนแต่งงานทุกคู่ก็มักจะหวานใส่กัน แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ผู้หญิงมักจะคิดว่าเธอเป็นสามีของฉัน ฉันจะต้องสั่งได้ ว่าต้องกลับบ้านเวลานั้นเวลานี้ ต้องคอยรายงานว่าทำอะไร อยู่ที่ไหน คือการแสดงตัวเป็นเจ้าของเพียงแค่ทะเบียนสมรสแผ่นเดียว เหมือนเป็นการสวมคุกให้อีกฝ่ายจนหลายคู่อยากหนีออกจากคุก ฉะนั้น ความรักที่ให้อิสระแก่คนที่ตัวเองรัก มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องมากๆ ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคู่จะทำได้ จึงเป็นผลให้หลายๆ คู่ตกเป็นทาสของความรัก คือ ใช้ความรักในทางที่ผิด" นักแสดงสาวกล่าวสรุป



