
สรรพากรตรวจเข้มแก๊งขอคืนภาษีปลอม
กรมสรรพากรเตือนเร่งขอคืนภาษีผ่านเน็ตได้เงินคืนเร็วผ่านทางเช็คกรุงไทย เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม พร้อมตรวจสอบรายการขอคืนเข้มข้น หวั่นทำเป็นขบวนการสร้างรายจ่ายเทียมหวังขอคืนภาษี ลั่นการตรวจสอบสาวได้ถึงการเลี่ยงภาษีของนิติบุค
นางจิตรมณี สุวรรณพูล รองอธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ในช่วงการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2553 ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ขอให้ผู้เสียภาษีเร่งยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะเป็นวิธีที่ได้รับเงินคืนรวดเร็วหากมีการจ่ายเงินไว้เกิน โดยกรมสรรพากรจะสั่งจ่ายเป็นเช็คของธนาคารกรุงไทยส่งให้ผู้เสียภาษีทางไปรษณีย์ภายใน 15 วันหลังจากที่มีการยื่นขอคืนเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก และเป็นการป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพที่จะมาหลอกลวงผู้เสียภาษีให้โอนเงินผ่านเอทีเอ็มด้วย
“การที่เราจ่ายเป็นเช็คโดยตรงส่งเข้าที่อยู่เพื่อหวังลดปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่จะโทรมาหลอกลวงให้ไปโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม โดยอ้างว่าเป็นการคืนภาษี ซึ่งแม้จะมีการออกประกาศเตือนหลายครั้งแต่ก็ยังมีคนหลงเชื่ออยู่ จึงต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลมโดยการใช้เช็คสั่งจ่าย โดยให้สรรพากรพื้นที่เป็นผู้ออกเช็คให้แทนที่จะเป็นกรมสรรพากรส่วนกลางเช่นทุกปี เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการคืนภาษียิ่งขึ้น” นางจิตรมณีกล่าว
ส่วนการตรวจสอบการทุจริต หรือหลบเลี่ยงภาษีจะเน้นตรวจสอบเข้มงวดขึ้น โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สุ่มตรวจรายการขอคืนภาษีของบุคคลธรรมดาที่มียอดหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยบริษัทเดียวกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเบื้องต้นสันนิษฐานว่าบริษัทดังกล่าวอาจจะมีการสร้างรายจ่ายเท็จโดยการทำรายการเทียมโดยการอ้างว่าได้จ้างบุคคลมาทำงาน และทำรายการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ลวงไว้เพื่อหาทางหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งหากบุคคลที่มีรายชื่อมีการมาขอคืนภาษีก็จะเห็นยอดเงินจำนวนมากทันที ซึ่งจะทำให้กรมสรรพากรทราบถึงยอดหัก ณ ที่จ่ายเทียมดังกล่าว เท่ากับว่าการตรวจสอบภาษีบุคคลธรรมดาจะได้ประโยชน์ในแง่จับทุจริตการหลบเลี่ยงภาษีของบริษัทนิติบุคคลด้วย
นอกจากนี้ ก็จะเน้นการตรวจสอบผู้ขอคืนภาษีที่มีฐานที่อยู่เดียวกันจำนวนมาก ซึ่งอาจจะเกิดจากการสร้างรายการขอคืนภาษีเท็จ โดยขบวนการขอคืนภาษี ที่หลอกลวงชื่อกลุ่มสาวโรงงานมาใช้ขอคืนภาษีซึ่งเคยระบาดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาและเริ่มปรากฏให้เห็นแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา



