ข่าว

รักร้ายกว่าเกลียด

รักร้ายกว่าเกลียด

14 ก.พ. 2554

ทัศนคติ ความคิด ความเห็นของคนในสังคมไทย ที่สะท้อนผ่านสื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งเป็นผลิตผลของคนชั้นกลางในเมืองนั้น เข้าใจได้ชัดเจนว่า รังเกียจ และดูแคลนคนสัญชาติเขมร ในหล่มโคลนข้อพิพาทบนพื้นที่ทับซ้อนรอบมรดกโลกปราสาทพระวิหาร

 คนเขมรเกลียดคนไทยด้วยแรงกระตุ้นของสื่อเขมร ยังไม่ต้องย้อนไปถึงยุคสมัยที่กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาบุกยึดครองเมืองพระนคร หรือกรุงยโศธรปุระ ของกัมพูชา สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 7 ซึ่งคนเขมรส่วนใหญ่ไม่ได้ยึดถือเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลมาเจ็บแค้นคนไทยมากนัก ตรงกันข้ามกับคนไทย ซึ่งไม่ลืมคนคิดทรยศอย่างพระยาละแวก จนเป็นที่มาของวาทกรรม “พวกลูกหลานพระยาละแวก” ทั้งที่นั่นเป็นสมัยที่ความเป็นรัฐชาติยังไม่เกิดขึ้น มีเพียงหัวเมืองน้อยใหญ่รบพุ่งแย่งชิงดินแดนกันเท่านั้น

 คนเขมร เรียกคนไทยว่า ไทยกง ซึ่งพัฒนามาจากความเกลียดคนเวียด หรือเวียดกง เสียมราฐ เมื่อต้องยกให้เขมรในปี 2449 แลกกับด่านซ้าย จ.เลย และตราด ที่ฝรั่งเศสยึดไว้ตั้งแต่ปี 2446 ก็เปลี่ยนเป็นเสียมเรียบ แปลว่าสยามแพ้เรียบ ยังมีคำประเภท “ไทยคือสุนัขจิ้งจอกที่หิวดินแดนกัมพูชา” “ไทยขี้แพ้ชวนตี” ถ้อยคำและอารมณ์เหล่านี้ ถูกตอกย้ำด้วยท่าทีอันแข็งกร้าวของฮุน เซน บ่มเพาะความเกลียดชังภายในใจของคนสองชาติให้มากขึ้น แต่นั่นยังไม่ร้ายเท่าความรักชาติชนิดสุดโต่ง ด้วยอิทธิพลของสื่อ ด้วยอิทธิพลของกลุ่มอำนาจและผลประโยชน์ ชื่อ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปลุกกระแสชาตินิยมโดยไม่ใส่ใจและรับผิดชอบผลที่เกิดขึ้นเลย

 ความรักชาติเป็นสิ่งที่ดี หลายยุคสมัยผู้นำในอดีตได้ใช้ลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งปลุกเร้าให้เกลียดชังคนจีน จำกัดอาชีพคนจีนให้ทำงานได้บางประเภท ในสมัยที่สูญเสียปราสาทพระวิหาร ตามคำพิพากษาของศาลโลก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งมีภาพความเป็นเผด็จการ และทุจริตคอรัปชั่น ยังมีคนยกย่องเขาด้วยถ้อยคำ “ข้าพเจ้ามาพูดกับท่านด้วยน้ำตา แต่น้ำตาของข้าพเจ้าเป็นน้ำตาของลูกผู้ชาย ของเลือด ของความคั่งแค้น และการผูกใจเจ็บไปชั่วชีวิตทั้งชาตินี้และชาติหน้า” การปลุกเร้าให้คนไทยยึดถือลัทธิชาตินิยม จนไม่อาจแยกแยะเหตุผล

 ความรักจึงร้ายกว่าเกลียด หากรักอย่างขาดสติ ก็จะทำให้ปัญญามืดบอด คิดแต่จะเอาชนะ และไม่รู้ว่าจะชนะไปเพื่ออะไร ในยุคที่สร้างปราสาทพระวิหาร ไม่มีคำว่าเขตแดน การสร้างเทวสถานของกษัตริย์ขอมก็มิได้ยึดหลักการอ้างสิทธิเหนือดินแดน เป็นแต่เพียงการอุปถัมภ์ศาสนาและสร้างความสมานฉันท์ในหมู่คนพื้นเมือง ถึงแม้วันนี้ปราสาทพระวิหาร พื้นที่ทับซ้อนรอบปราสาทพระวิหารก็มิได้เป็นของชาติไทยหรือกัมพูชา แต่เป็นสมบัติของมนุษยชาติ การกำหนดเขตแดนโดยสภาพภูมิศาสตร์ ก็เป็นปัญหาทางการเมืองที่จะต้องเจรจาความกันต่อไป เพื่อหาจุดร่วมที่ทั้งสองฝ่ายพอยอมรับกันได้ การชูธงรักชาติแต่ประการเดียว แล้วสร้างบาดแผลให้แก่สังคมไทยนั้น เป็นความรักชาติที่สูญเปล่าอย่างสิ้นเชิง