ข่าว

"ต้องปฏิเสธกระบวนการศาลใช้สากลกดดัน"

"ต้องปฏิเสธกระบวนการศาลใช้สากลกดดัน"

14 ก.พ. 2554

เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกัมพูชากับไทย จนทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดบริเวณแนวชายแดนได้รับผลกระทบ ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนกว่า 3 หมื่นคน

มีคนเริ่มห่วงความปลอดภัยของ "วีระ สมความคิด" และ "ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์" 2 ใน 7 คนไทย ที่ถูกขังอยู่ที่กัมพูชา หลัง 5 คนไทย ถูกส่งตัวกลับ โดยศาลกัมพูชาตัดสินจำคุก "วีระ" 8 ปี ส่วน "ราตรี" 6 ปี ไม่รอลงอาญา ข้อหารุกล้ำชายแดน เข้าเขตทหาร และโจรกรรมข้อมูลทางทหาร

 "พล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัด" กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งกำกับดูแลสิทธิมนุษยชนในเรื่องกระบวนการยุติธรรม บอกว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการสิทธิฯ ได้ออกแถลงการณ์ 2 ฉบับ ฉบับแรกเกี่ยวกับเหตุการณ์ 7 คนไทย หลังถูกจับกุมบริเวณแนวชายแดน เพราะเห็นว่าพื้นที่ที่ถูกจับกุมยังไม่ได้ปักปันเขตแดน เมื่อเขตแดนไม่ยุติปัญหาอำนาจอธิปไตยของแต่ละประเทศก็ยังไม่ชัดเจน ซึ่งอำนาจอธิปไตยรวมถึงอำนาจศาลด้วย

 "กรรมการสิทธิฯ ได้ออกแถลงการณ์ก่อนตัดสินคดี 7 คนไทย ให้แก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ก่อน โดยไม่ต้องแก้ปัญหาตลอดแนวชายแดน เลือกเฉพาะพื้นที่มีปัญหาเท่านั้น ในแถลงการณ์เรียกร้องให้ส่งตัว 7 คนไทยมาก่อน เพื่อรอความชัดเจนเรื่องเขตแดน เมื่อได้ข้อยุติค่อยดำเนินการตามกระบวนการของศาล แต่ข้อเรียกร้องไม่ได้รับการใส่ใจทั้งจากฝ่ายกัมพูชาและไทย ศาลตัดสินลงโทษ 5 คนไทย และส่งตัวกลับมา ส่วนอีก 2 คนโดนโทษหนัก"

 กรณีของ "วีระ" และ "ราตรี" "วันชัย" ได้แสดงความเห็นว่า ควรปฏิเสธกระบวนการทางศาลที่กัมพูชาทำมาไม่ว่ากรณี 5 คนไทย หรือกรณีของวีระและราตรี และเรียกร้องให้เจรจาเรื่องดินแดนให้จบ กระบวนการทางศาลยังไม่ควรนำมาใช้ และให้ส่งตัว 2 คน กลับประเทศไทยก่อน หากชัดเจนเรื่องพื้นที่แล้วค่อยส่งคนไทยกลับไปดำเนินคดี หากพิสูจน์แล้วพบว่าทั้ง 2 คน ทำผิดจริง

 แต่เมื่อปล่อยให้ทุกอย่างล่วงเลยมาถึงวันนี้ "วันชัย" มองว่า ขณะนี้ทำได้อย่างเดียวคือ อุทธรณ์ ถ้าเรารับกระบวนการทางศาลของกัมพูชามีทางอย่างเดียวคืออุทธรณ์ และการอุทธรณ์เราจะมีเงื่อนแง่ได้แค่ไหน ภาษาก็ไม่คล่อง กฎหมายก็ไม่รู้ ใช้เทคนิคมืออาชีพอุทธรณ์ก็ต้องอาศัยคนกัมพูชา ทุกกระบวนการ จะมีโอกาสชนะหรือไม่ เพราะระบบศาลก็ไม่เหมือนกัน กัมพูชาเป็นระบบไต่สวน ทางอาญาไทยเป็นระบบกล่าวหา ความคุ้นเคยในระบบเราไม่คุ้น เราไปทำสิ่งที่เราไม่ถนัด ผลจะเป็นอย่างไรลองคิดถูก เราต้องปฏิเสธกระบวนการทางศาล แล้วนำสากลเข้ามาช่วยเป็นแรงผลักดัน โดยเริ่มจากปักปันดินแดนให้จบก่อน
 
 และในระหว่างที่ยังไม่ปักปันเขตแดน "วันชัย" ได้เสนอทางออกของเรื่องนี้ โดยให้กำหนดพื้นที่ข้อพิพาทห้ามฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเข้าไปใช้ในพื้นที่ดังกล่าว อาจนำลวดหนามมากั้นไว้ และกำหนดข้อตกลงกันไว้ว่า หากมีกรณีกระทบกระทั่งหรือทำผิดกฎหมายขอให้เจรจาก่อนว่าใครทำผิดควรขึ้นศาลไหน หลักสากลเคยปรากฏ กติกานี้ประเทศไทยเคยใช้กับประเทศมาเลเซียมาก่อนเมื่อหลาย 10 ปีที่ผ่านมา ถ้าทำตามนี้ได้ คนไทยที่ถูกจับก็มารอผลการเจรจาที่ประเทศไทยก่อน เมื่อเจรจาจบจึงเดินไปตามผลการเจรจา

 "ผมอยากเสนอให้นำข้อแถลงการณ์ที่กรรมการสิทธิฯ ออก ไปหาความร่วมมือไปยังองค์กรสิทธิมนุษยชนของสากล ไม่ว่าจะเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียน สภาสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ หรือข้าหลวงใหญ่ยูเอ็น ซึ่งมีกลไกทางนี้ เราทำหนังสือไปที่กลไกเหล่านี้ให้รับทราบ เพื่อให้ช่วยจี้ไปที่กัมพูชาให้คำนึงถึงหลักสากลในเรื่องนี้ เพราะเป็นพื้นฐานในเรื่องพื้นที่เขตแดนยังไม่ชัดเจน เรื่องนี้ผมเคยเสนอต่อที่ประชุมกรรมการสิทธิฯ แต่เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย จึงออกไปในรูปของแถลงการณ์เท่านั้น" พล.ต.อ.วันชัย กล่าว

 ส่วนการนำ "วีระ" และ "ราตรี" กลับมาก่อน "วันชัย" มองว่า เป็นเรื่องยาก เพราะมีการเมืองมาเกี่ยวข้อง หลังจากนี้ต้องพึ่งกระบวนการทางการทูต แต่ตอนนี้คงลำบาก เพราะการทูตไทยกับกัมพูชาไม่ราบเรียบ เราต้องหาสังคมรอบนอกมากดดันกัมพูชา เพราะวีระและราตรียังยืนยันไม่ยอมรับคำพิพากษา จุดนี้ช่องทางกรรมการสิทธิฯ สามารถเข้าไปช่วยได้ โดยให้องค์กรสิทธิมนุษยชนของสากลมาช่วยกดดันกัมพูชา

 ส่วนปัญหาการปักปันพื้นที่ "วันชัย" เห็นว่า ควรเป็นการพูดคุยแบบทวิภาคีเท่านั้น โดยไม่ต้องมีประเทศที่สามมาเกี่ยวข้อง ประเทศที่สามมามีบทบาทแค่ขอใช้พื้นที่เป็นเวที หรือสถานที่ประชุมเท่านั้น ประเทศที่สามไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจา สำหรับประเทศที่สามก็เห็นว่าควรใช้เป็นพื้นที่เจรจาคือกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ ให้ถามดูว่าใครจะเสนอตัวให้ใช้พื้นที่บ้าง เชื่อว่า 10 ประเทศอาเซียนเหล่านี้น่าจะยินดีให้ใช้ประเทศเป็นพื้นที่เจรจา

 "วันชัย" ยังเห็นว่า กรรมการสิทธิฯ ควรมีบทบาทในการหาเพื่อนมาช่วยเรื่องเจรจาเอาความจริงมาให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเห็น แต่คงต้องรอผู้ที่เกี่ยวข้องลงมือไปทำ เพราะเรื่องนี้เป็นเพียงแนวคิดของตน และเคยเสนอต่อที่ประชุมกรรมการสิทธิฯ ให้มีการประชุมโต๊ะกลมก่อนออกแถลงการณ์ โดยเสนอให้ตัวแทนฝ่ายทหาร ความมั่นคง ฝ่ายต่างประเทศ นักวิชาการด้านกฎหมายต่างประเทศ มาหารือเพื่อหาทางออกให้ออกมาดี เพราะข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาจากสื่อมวลชน แต่ข้อมูลเชิงลึกไม่มี แต่ที่ประชุมไม่มีมติเรื่องนี้ออกมา

 "การทำงานของกรรมการสิทธิฯ ต้องออกมาในรูปของคณะกรรมการ จะเป็นเพียงความคิดเห็นคนใดคนหนึ่งไม่ได้ ทั้ง 7 คนมีความเป็นมาที่ไม่เหมือนกัน มีความคิดหลากหลายต่างกัน จึงต้องอาศัยมติ เสียงอย่างน้อยต้อง 4 ต่อ 3 เสียง ข้อเสนอผมไม่ได้ออกมาเป็นมติ ทำได้เพียงคุยกันเท่านั้น ผมทำอะไรมากไม่ได้ เพราะนอกขอบเขตงานที่เรารับผิดชอบ ถือเป็นมารยาทในการทำงาน และผมก็ไม่ชอบถ้าใครจะมารุกล้ำงานที่ผมรับผิดชอบ เหมือนกับบทบาทใครบทบาทมัน ถ้ามีปัญหาคุยกัน และจบด้วยการลงมติ ซึ่งยอมรับว่า บางครั้งก็รู้สึกอึดอัด" พล.ต.อ.วันชัย กล่าวปิดท้าย

สมถวิล เทพสวัสดิ์