
ผบ.ตร.พบนายกฯรายงานสถานการณ์ม็อบ
"ผบ.ตร. พบ นายกฯ รายงานสถานการณ์ม็อบ ระบุม็อบแดงเชื่อฟังกว่าม็อบพธม. มั่นใจม็อบแดงไม่ปักหลักยืดเยื้อ ปัดตอบขยายเวลาพื้นที่มั่นคงหรือไม่ รอดูสถานการณ์
(13ก.พ.) เมื่อเวลา 08.00 น. ที่สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศ ไทย ช่อง 11 พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิศรี ผบ.ตร.รอเข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก่อนออกรายการ “ เชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯอภิสิทธิ์ ” เพื่อรายงานความคืบหน้าและมาตรการในการดูแลการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปักหลักยืดเยื้อ และการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงที่นัดเคลื่อนไหวในช่วงวันที่ 13 ก.พ.นี้
จากนั้นเมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.อ.วิเชียร ให้สัมภาษณ์ว่าการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มนั้นภารกิจของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) คือจะต้องแก้ไขสถานการณ์ความเดือนร้อนให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ซึ่งสิ่งที่ทางศอ.รส.ปฏิบัติมาคือการเจรจาท่ามกลางความคิดเห็นที่แตกต่างของกลุ่มต่างๆ และมาตรการอีกอย่างหนึ่งคือต้องรักษาความเสมอภาค ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ให้มีสองมาตรฐาน ซึ่งเป็นแนวทางที่เราพยายามทำอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า การขอคืนพื้นที่กับกลุ่มพันธมิตรฯ ยังไม่สามารถทำได้ แล้วจะใช้กฎหมายไปบังคับใช้กับกลุ่มอื่นได้อย่างไร ผบ.ตร. กล่าวว่า นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องพยายามเจรจา พยายามที่จะใช้มาตรการต่างๆ กับกลุ่มพันธมิตรฯ หรือกลุ่มที่มาอยู่บนถนนพิษณุโลก
เมื่อถามว่าเท่าที่ได้คุยกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงมีความชัดเจนหรือไม่ว่าการชุมนุมจะไม่มีการยึดเยื้อ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า การพูดคุยกับกลุ่มนปช.ค่อนข้างจะเชื่อฟัง เหมือนกับช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ให้มีความสงบเรียบร้อย ซึ่งต่างจากกลุ่มพันธมิตรฯ ที่คุยกันลำบาก เบื้องต้นทางแกนนำนปช. แจ้งว่าจะไม่ฝ่าฝืนกฎหมายและจะใช้เวลาชุมนุมถึง 24.00 น. ทั้งนี้ตนประสานกับกลุ่มชุมนุม 2 ฝ่ายว่าอย่าให้ใกล้กันเพราะอาจจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้
เมื่อถามว่า หากกลุมผู้ชุมนุมมาบุกทำเนียบรัฐบาลพร้อมกันจะทำไอย่างไร ผบ.ตร. กล่าวว่า เราไม่กลัว ถ้าบุกเข้ามาเราก็มีความชอบธรรม เข้าจัดการได้ อาจจะเป็นพื้นที่ต้องใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงก็ได้ ซึ่งก็โปร่งใส
เมื่อถามต่อว่า ปัจจัยใดที่ทำให้การเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ ยากกว่ากลุ่มนปช. ผบ.ตร.กล่าวว่า ไม่มั่นใจว่ากลุ่มพันธมิตรฯ มีวัตถุประสงค์ใด แฝงเร้นหรือไม่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ต้องระมัดระวัง ซึ่งตนเชื่อว่าเป้าหมายของทั้ง 2 กลุ่มไม่ได้สร้างความขัดแย้งจนถงกระทบกระทั่งกัน แต่หากมีการกระทบกระทั่งกันจริง คงต้องเป็นเรื่องของสถานการณ์ในขณะนั้นว่าจะใช้มาตรการใดต่อ ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้อง ยกระดับข้อกฎหมาย ยกระดับของมาตรฐานการดำเนินการ ก็ต้องว่ากันไปตามสถานการณ์
เมื่อถามว่าหากยิ่งนานไปอาจมีคำถามตามมาว่าการบังคับใช้กฎหมายทำได้หรือไม่ในสังคมนี้ ผบ.ตร. กล่าวว่า กล้ายืนยันว่าต้องดำเนินการได้ ต้องบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิ์ภาพ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะให้เวลากับกลุ่มพันธมิตรฯไปถึงเมื่อไหร่ เพราะอีกไม่กี่วัน ประกาศเขตพื้นที่ความมั่นคงตามหมวด 2 ของ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ก็จะหมดเวลาบังคับใช้แล้ว หากการเจรจาไม่ได้ผลจะขอต่ออายุประกาศหรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า รายละเอียดก็คงว่าไปตามสถานการณ์ ก็ต้องดูว่าจะนำกฎหมายจราจร และกฎหมายความมั่นคงมาใช้ได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่นการประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา ในอดีตเราไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะเราไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนที่จะเข้าไปกำกับพื้นที่ ถ้าเราปล่อยให้ผู้ชุมนุมมาอยู่ที่หน้ารัฐสภา จำนวน 3 พัน 5 พัน คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจเราก็มีอยู่แค่นี้ สถานการณ์เปาะบางการประชุมร่วมรัฐสภาอาจจะไม่เรียบร้อยก็ได้ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องเตรียมเครื่องมือให้พร้อม เมื่อเราบอกว่าขอ ประกาศเขตกำหนดแค่นี้ เขาเข้ามามากกว่านี้ไม่ได้ เราก็ต้องเด็ดขาด ต้องชัดเจน เพราะจะนำไปสู่สถานการณ์รุนแรง ซึ่งเราก็พยายามทำเท่าที่กฎหมายและกำลังมีอยู่ และหากจำเป็นต้องขอใช้กฎหมายต่อก็จำเป็นต้องใช้ซึ่งก็แล้วแต่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร
เมื่อถามถึงโอกาสที่ผบ.ตร. จะเป็นผู้ลงไปเจรจากับพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตร ผบ.ตร. กล่าวว่า ตนเชื่อว่า พล.ต.จำลอง ไม่คุย เพราะท่านพูดไม่ตรงกับความจริงทั้งหมด ทั้งนี้ศอ.รส.แบ่งงานกันชัดเจนไม่ใช่ใครจะไปคุยอย่างไรก็ได้ เราต้องคุยกันให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
เมื่อถามว่าทางตำรวจได้มีการไปฟ้องศาลเพื่อขอคืนพื้นที่บริเวณชุมนุมแล้วหรือยัง ผบ.ตร. กล่าวว่า ศาลแพ่งคงเป็นการของผู้เสียหายคือชาวบ้านทั่วไปหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้รับความเดือดร้อน หรือเห็นว่าไปกระทบสิทธิ ส่วนทางตำรวจ มีหน้าที่มีอำนาจแค่ไหนก็ทำตามนั้น



