
ต้องควบคุมสถานการณ์ชายแดนก่อน
ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น ในมุมมองของอดีตนักการทูตไทยอย่าง ดอน ปรมัตถ์วินัย อดีตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิยอร์ก และอดีตเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา นั้น
ทั้งไทยและกัมพูชา จะต้องร่วมแผนพัฒนาพื้นที่เขาพระวิหารด้วยกัน ขณะเดียวกัน ก็ต้องชี้ให้ยูเอ็นตระหนักถึงการผ่านแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร ขัดต่อกฎบัตรยูเอ็นที่ต้องดำรงความสงบสุข สันติภาพในหมู่มวลโลก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ต่างจาก 3 ปีก่อน และดูเหมือนปัญหาจะวุ่นวายซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม ที่ไม่ใช่ประเด็นปัญหาจำกัดแค่การเจรจาบนโต๊ะของไทยกับกัมพูชา แต่กลับขยายวงกว้างและเริ่มใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง การเปิดฉากปะทะกันระหว่างกองทัพทหาร ซึ่งเสียงปืน กระสุน ระเบิด เหมือนเป็นการประกาศให้ต่างชาติรับรู้ถึงความขัดแย้งของ 2 ประเทศ
ส่วนประสบการณ์ในเรื่องดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ได้ดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิยอร์ก ในปี 2551 ทางกัมพูชาได้นำเรื่องข้อพิพาทในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนใกล้ปราสาทพระวิหาร ไปสู่ที่ประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ชนิดสายฟ้าแลบ แบบที่ทางการไทยก็ไม่รู้ตัว แต่รู้เท่านั้น เนื่องจากเราทราบความเคลื่อนไหวความพยายามของกัมพูชาที่ต้องการผลักดันนำเรื่องสู่ยูเอ็นเป็นระยะๆ โดยครั้งนั้น ประเทศไทยชี้แจงและยืนยันต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ได้เข้าใจว่า ปัญหาดังกล่าวมีกรอบกลไกที่สามารถเจรจาตกลงกันได้ อีกทั้งสถานการณ์ชายแดนของ 2 ประเทศค่อนข้างตึงเครียด แต่ยังไม่มีการพูดคุยกันอย่างถ่องแท้ และขอให้ไทยกับกัมพูชาได้กลับมาเจรจาในเรื่องนี้กันเสียก่อน
อย่างก็ตาม สำหรับการชี้แจงต่อยูเอ็นเอสซีครั้งนี้ ไทยยังยืนยันในจุดยืนเดิม ที่ต้องการแก้ไขปัญหาในระดับทวิภาคี ขณะที่ทางกัมพูชายังอยากนำเรื่องนี้เล่นในวงยูเอ็น ผมคาดว่าในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา พร้อมด้วย นายมาร์ตี นาตาเลกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน จะให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าวต่อยูเอ็นเอสซี น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น
การที่ไทยกับกัมพูชาให้ข้อมูลต่อยูเอ็นเอสซี จะมีผลต่อปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวอย่างไรบ้าง ?
การให้ข้อมูลของ 2 ประเทศ ก็ขึ้นอยู่ความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ที่เกิดปัญหาด้วย ซึ่งแน่นอนทั้งไทยและกัมพูชาก็ต้องย้ำถึงท่าทีและสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศตนเอง ซึ่งทางกัมพูชาย่อมย้ำต่อยูเอ็นเอสซีว่า มีความตึงเครียดในพื้นที่ ยิ่งขณะนี้ยังมีการเสริมกำลังกองทัพประชิดชายแดนอยู่อย่างนี้ยิ่งจะเสี่ยงต่อการปะทะกัน ทางยูเอ็นเอสซีก็ต้องรับฟังข้อเรียกร้องจากกัมพูชามาพิจารณา อย่างก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับการที่ไทยจะรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดแนวชายแดนไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น เพื่อชี้ให้ยูเอ็นเอสซีเห็นว่า 2 ประเทศยังพูดคุยเจรจาต่อกันได้ โดยสอดคล้องกับการที่ อาเซียนจะจัดเวทีให้ไทยกับกัมพูชาได้พบปะกัน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ สิ่งนี้น่าจะเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ไทยกับกัมพูชายังสามารถตกลงกันได้ โดยยังไม่ต้องอาศัยประเทศที่สาม หรือองค์การระหว่างประเทศเข้ามาจัดการปัญหานี้
ท่าทีล่าสุดของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ค่อนข้างชัดเจนว่า ปิดประตูทวิภาคีกับไทยแล้ว จะทำอย่างไร ?
เป็นท่าทีแต่ไหนแต่ไรของกัมพูชาว่า ไม่ต้องการเจรจาทวิภาคี แต่อยากเล่นในกรอบที่ใหญ่ขึ้น การอยู่ในตำแหน่งผู้นำมายาวนานทำให้สมเด็จฮุน เซน เก๋าเกมในเรื่องนี้ และการที่กัมพูชามีทีมงานจับเรื่องปราสาทพระวิหาร เป็นเวลานับสิบปี อาจเป็นข้อได้เปรียบไทยอยู่มาก สำหรับผมยังเชื่อว่า หนทางของประเทศไทยไม่ตีบตันหรือตกอยู่ในฐานะเบี้ยรองบ่อน ยังมีหนทางออกที่คลี่คลายปัญหานี้ให้ลุล่วงลงได้ประเทศไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร ในการชี้แจงประเด็นปัญหาต่อยูเอ็นเอสซี วันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ?
สามารถแบ่งได้ 2 ส่วน คือ ประการแรก ต้องควบคุมสถานการณ์ตามแนวชายแดนให้อยู่ในภาวะสงบ ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศที่นิวยอร์ก ประการที่สอง ผู้ที่ไปชี้แจงต่อยูเอ็นเอสซี ต้องมีความรู้เขารู้เรา โดยเฉพาะรู้เท่าทันกัมพูชาว่า ต้องการให้แผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารผ่านยูเนสโก ขณะเดียวกัน ก็ต้องถามตัวเองว่า แล้วเราพร้อมไหม แล้วเราต้องทำอย่างไรต่อไป แน่นอนว่า เราไม่สามารถปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังและปล่อยให้เกิดการเผชิญหน้าของกองทัพไปนานกว่านี้ได้ ดังนั้น ไทยต้องไปคุยกับกัมพูชาให้รู้เรื่อง นำปัจจัยและเงื่อนไขความขัดแย้งมากองไว้บนโต๊ะ แล้วร่วมมองหาทางออกด้วยกัน โดยคำนึงถึงความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน และไม่ให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจของ 2 ประเทศ
กระทรวงการต่างประเทศต้องใช้ศิลปะทางการทูตเจรจาให้กัมพูชายอมรับและเสนอทางออกร่วมกัน แบบทั้งไทยและกัมพูชาได้ประโยชน์ร่วมกัน (Win-win Situation) ซึ่งไม่มีประเทศใดยอมให้ประเทศอีกฝ่ายได้ประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว ผมขอเสนอให้มีการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวอย่างจริงจังร่วมกัน โดยไม่มีเส้นแบ่งเขตแดน รวมทั้งต้องระบุการจัดสรรผลประโยชน์ให้ชัดเจน อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ กัมพูชาได้ปราสาทไป แต่พื้นที่โดยรอบสามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวร่วมกันได้ อีกทั้งต้องมองข้ามความขัดแย้ง เหนือสิ่งอื่นใดเราต้องแสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของการก้าวไปสู่ ประชาคมอาเซียนร่วมกัน อย่าให้ปัญหาของ 2 ประเทศเป็นสิ่งกีดขวางการแข็งแกร่งของอาเซียน
ในการชี้แจงของนายกษิต ต่อยูเอ็นเอสซี ควรต้องย้ำประเด็นใดเป็นพิเศษ ?
ต้องย้ำถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวที่มีความละเอียดอ่อนและมีผลกระทบต่อประชาชนไทยและกัมพูชาตามแนวชายแดน ซึ่งในกฎบัตรยูเอ็นระบุชัดว่า ยูเอ็นต้องดำรงสันติภาพและความสงบสุขให้เกิดขึ้นต่อมวลโลก ทั้งนี้ หากยูเนสโกยังเดินหน้าต่อการแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารตามที่กัมพูชาพยายามผลักดันนั้น คงไม่ได้ทำให้เกิดสันติสุขในหมู่ประชาชนไทยตามแนวชายแดนได้
นันทิดา พวงทอง



