
ยิ่งซื้อยิ่งลงก็อย่าได้แคร์
ใครที่ติดตาม วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน คงทราบดีอยู่แล้วว่า ปีนี้เป็นปีที่ดิฉัน ลองวิชา ระหว่างการ ถัวเฉลี่ยลงทุน แบบ ดอลลาร์ คอสต์ เอเวอร์เรจ (Dollar Cost Average) ด้วยการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในหุ้นแบบสม่ำเสมอทุกเดือนให้ครบ 1 ปี กับวิธีการลง
ดิฉันทำแบบแรก ส่วน คุณวีระ ธีรภัทร ผู้ดำเนินรายการ “เงินทองต้องรู้” ร่วมกัน จะทำแบบหลัง แล้วมาดูว่าใครมีต้นทุนที่ต่ำกว่ากัน
เพราะความมุ่งมั่นว่า ปีนี้จะ “ถัวเฉลี่ย” ให้ได้ ทำให้ดิฉันพกพาความมีวินัยมาเต็มเปี่ยม และดูเหมือนโชคเข้าข้างค่ะ เพราะวันที่ดิฉันกำหนดให้เป็นวันลงทุนในกองทุนรวมนั้น กลายเป็นวันที่หุ้นตกหนักๆ ถึง 2 เดือนติดกัน คิดแล้วน่าดีใจที่เหมือนกับว่าเราซื้อถูกวัน ถูกจังหวะ เพราะยิ่งหุ้นตก ต้นทุนของเราก็ยิ่งต่ำ ใช้เงินจำนวนเท่ากัน แต่หน่วยลงทุนที่ซื้อได้มีจำนวนที่มากกว่า
ปัญหาคือ เมื่อซื้อครั้งใหม่ในราคาที่ถูกกว่าเดิม ก็แปลว่า ยิ่งซื้อ ยิ่งลง ซึ่งหมายถึงหน่วยลงทุนที่เราซื้อไปก่อนหน้านี้ก็พลอย “ขาดทุน” ไปด้วย และเพราะยิ่งซื้อราคายิ่งลงนี่แหละค่ะ ทำให้ผู้ฟังรายการ “เงินทองต้องรู้” หลายๆ ท่าน เริ่มที่จะเทคะแนนไปข้างคุณวีระมากขึ้นว่า เห็นที ซื้อครั้งเดียว ลอตเดียว ต้นทุนเดียว ของคุณวีระนั้นน่าจะเวิร์กกว่า
เรื่องนี้ มันหนังชีวิตค่ะ ต้องดูกันยาวเป็นปี คุณผู้อ่านอดทนติดตามการลองวิชาของดิฉันและคุณวีระไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน
แต่จะว่าไป ตอนแรกดิฉันก็กะว่า จะรามือเหมือนกัน จนกระทั่งวันก่อนดิฉันฟังการแถลงข่าวเปิดกองทุนใหม่ของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด ที่ตอนนี้มีคุณจุมพล สายมาลา คนหนุ่มไฟแรงมานั่งบริหารงานในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่ง บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) อยู่ระหว่างการเสนอขาย กองทุนเปิดไอเอ็นจี ไทย อีควิตี้ ทริกเกอร์ 10% (2)
ตัวเลข (2) ข้างหลัง แปลว่า กองนี้เป็นกองที่ 2 หลังจากที่กองแรกซึ่งเคยออกเมื่อปีที่แล้วประสบความสำเร็จจากการเสนอขายและการให้ผลตอบแทนที่สูงถึงกว่า 12% ในเวลา 4 เดือน 15 วันมาแล้ว
ขออนุญาตให้ข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนก่อน แล้วเดี๋ยวจะเล่าถึงสิ่งที่คุณจุมพลพูดในวันนั้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “การลองวิชา” ของดิฉันโดยตรง
“กองทุนเปิดไอเอ็นจี ไทย อีควิตี้ ทริกเกอร์ 10% (2)” เน้นลงทุนในหุ้นไทยค่ะ โดยเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการดี และมีแนวโน้มการเติบโตสูง และเน้นการใช้เทคนิคเรื่องการเข้า-ออกตลาดในจังหวะที่เหมาะสม
ทั้งสองกลยุทธ์ คือ การเลือกหุ้นหรือ Stock Selection กับการจับจังหวะการลงทุน หรือ Market Timing ถือเป็นหัวใจของการลงทุนในกองทุนนี้เลยค่ะ เพราะกองทุน “ทริกเกอร์” เป็นกองทุนที่ถูกกำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า เมื่อราคาของหน่วยลงทุนวิ่งเข้าสู่ผลตอบแทนเป้าหมายที่ 10% กองทุนก็จะขายคืนหน่วยลงทุนให้ผู้ลงทุนทันที
แปลแบบง่ายๆ ก็คือ เมื่อคุณซื้อกองทุนนี้ในราคาหน่วยละ 10 บาท เมื่อ บลจ.ไอเอ็นจี นำเงินของคุณไปบริหาร ทันทีที่ราคาหน่วยลงทุนเพิ่มจาก 10 บาทเป็น 11.20 บาท (หลายคนอาจจะสงสัยว่า 10% ทำไมไม่เป็น 11 บาท อันนี้เพราะเขาเผื่อค่าบริหารจัดการอื่นๆ ซึ่งเมื่อทอนค่าใช้จ่ายพวกนี้แล้ว ผลตอบแทนสุทธิจะอยู่ที่ 10% ค่ะ) ณ วันใดวันหนึ่ง คุณจะได้รับเงินต้นและผลตอบแทน 10% กลับคืนไปในบัดดล
ถามว่า แบบนี้ดีหรือไม่ หลายคนอาจจะบอกว่า โห..ก็ดีสิ เพราะซื้อไปแค่เดือนเดียว หรือ 2 เดือน หรือ 3 เดือน ก็อาจจะได้ผลตอบแทน 10% แล้ว แต่ขณะที่หลายคนอาจจะกังวลว่า อ้าว..ถ้าซื้อแล้วไม่ถึง 10% สักทีจะทำไง
ถ้าแบบนี้ เราก็ต้องดูปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้องค่ะว่า จะมีโอกาสทำให้ผลตอบแทนของกองทุน “ทริกเกอร์” ได้เร็วหรือช้าเพียงใด ซึ่งแน่นอนว่า ต้องโฟกัสไปที่ทรัพย์สินที่ลงทุน นั่นคือ ราคาหุ้น คุณจุมพลบอกว่า ตอนนี้ต้องยอมรับว่าเป็นจังหวะที่ดีที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาอีกครั้ง หลังจากดัชนีราคาหุ้นขึ้นไปยืนเหนือ 1,000 จุดในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ถ้ามองจากการวิเคราะห์ของสำนักวิจัยต่างๆ ส่วนใหญ่ก็เชื่อว่า ปีนี้หุ้นไทยจะไปได้ไกลถึง 1,200 จุดเป็นอย่างน้อย บางสำนักก็ให้ถึง 1,300 จุด ดังนั้น ทั้งหลายทั้งปวงจึงเป็นโอกาสของ “ไอเอ็นจี อีควิตี้ ทริกเกอร์ 10% (2)”
กองทุนนี้เสนอขายขั้นต่ำแค่ 2,000 บาท ผ่านธนาคารทหารไทย ทุกสาขา จนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ แต่แว่วมาว่าจำนวนที่ขอออกไว้ 1 พันล้านบาทนั้น ใกล้จะเต็มแล้ว ใครสนใจต้องลองไปสอบถามกันเองค่ะ
คราวนี้มาถึงเรื่องการ “ลองวิชา” ของดิฉัน นั่นคือ ในระหว่างการแถลงข่าวกับสื่อมวลชน คุณจุมพลพูดไว้อย่างน่าสนใจว่า สำหรับนักลงทุนที่ต้องการแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น การลงทุนอย่างสม่ำเสมอนั้นเหมาะสมที่สุดและดีที่สุดแล้ว (ซึ่งตรงกับวิธีการของดิฉันที่เริ่มทำในปีนี้ มันช่างน่าภูมิใจเสียนี่กระไร) แต่เพราะสภาพความผันผวนของตลาดหุ้นที่มีจังหวะขึ้น จังหวะลง มีจังหวะของการเปลี่ยนแปลง นอกจากจะลงทุนอย่างสม่ำเสมอแล้ว บางครั้งต้องใช้กองทุนประเภท “ทริกเกอร์” นี่แหละเป็นตัวปรับผลตอบแทน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นเครื่องมือเสริมในการลงทุน
ในส่วนของการลงทุนแบบสม่ำเสมอก็ทำไป แต่เมื่อจังหวะของตลาดหุ้นมีความผันผวน เราก็ใช้ “ทริกเกอร์” เป็นเครื่องมือเสริมในการรับรู้ผลตอบแทนคราวละ 10%
สรุปคือ ที่ดิฉันทำอยู่ก็ไม่ได้ผิดกติกาอะไร เพียงแต่ต้องแสวงหาเครื่องมือเสริมเพิ่ม เพื่อฉกฉวยและช่วงชิงผลตอบแทนตามจังหวะความผันผวนและการขึ้นลงของราคาหุ้นบ้าง จะได้ไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจเวลายิ่งซื้อยิ่งลง ประมาณว่า “อย่าได้แคร์” เพราะเราก็รับรู้ผลตอบแทนเป็นระยะๆ เหมือนกัน
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



