
หาช่องเพิ่มเงินอัดฉีดเอสเอ็มอี
รัฐ-เอกชนหารือสางอุปสรรคการค้า-ลงทุน นายกฯ สั่งเจรจาสถาบันการเงินของรัฐผ่อนเกณฑ์เพิ่มเงินอัดฉีดสภาพคล่องเอสเอ็มอี ด้านคลังชะลอลดหย่อนภาษีค่าไฟ ห่วงปัญหาจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ว่าที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอของเอกชนหลายเรื่อง โดยเฉพาะการทบทวนการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ทำไว้กับหลายประเทศ ซึ่งจะมีการตั้งคณะทำงานภายใต้การดูแลของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี โดยมีภาคเอกชนร่วมเป็นคณะทำงานด้าน และจะมีการเร่งรัดการออกประกาศการนำเข้าเหล็กรีดร้อนเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์
นอกจากนี้ กรอ.ยังมีมติให้ตั้ง กรอ.จังหวัดและกลุ่มจังหวัด ส่วนการที่เอกชนขอชะลอการปรับขึ้นค่าเอฟที เรื่องนี้กระทรวงพลังงานจะเป็นผู้ดูแลขณะที่การนำค่าไฟฟ้าที่จ่ายในปี 2552 ไปหักลดหย่อนภาษี 5 เท่าในปี 2553 กระทรวงการคลังขอชะลอออกไปก่อน เนื่องจากห่วงปัญหาการจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า ซึ่งในที่ประชุมแนะนำให้เอกชนใช้ไฟฟ้าในช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อยแทน เพื่อเป็นการประหยัด
นายสรยุทธ์ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วงถึงสภาพคล่องของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เนื่องจากจำนวนเงินเสริมสภาพคล่องของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ค่อนข้างน้อย จึงสั่งให้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาว่าจะผ่อนปรนหลักเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อได้มากน้อยเพียงใด
ที่ประชุมยังพิจารณาถึงผลกระทบของการประกาศให้พื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเขตควบคุมมลพิษ โดยในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะทำหนังสือสอบถามไปยังกรมควบคุมมลพิษและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติว่า มาตรการแก้ไขปัญหามลพิษที่ภาคเอกชนทำตามนโยบายเดิมที่ก่อนมีคำพิพากษายังทำต่อได้หรือไม่ ถ้าได้ก็จะเร่งทำความเข้าใจกับนักลงทุน ขณะเดียวกันจะขอให้นายสุวิทย์ เป็นเจ้าภาพสรุปทิศทาง หลักเกณฑ์ และเร่งทำความเข้าใจกับนักลงทุน



