
หวั่นลดค่าเงินด่องสินค้าไทยถูกตีตลาด
พาณิชย์หวั่นเวียดนามลดค่าด่องอีกรอบกระทบการส่งออกสินค้าของไทยที่แข่งขันด้านราคายากขึ้น สั่งกรมส่งเสริมการส่งออกเร่งจัดกิจกรรมในตลาดหลัก ด้านเอกชนวิตกข้าวไทยถูกตีตลาด
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีเวียดนามลดค่าเงินด่องอีกครั้งว่า ได้กำชับให้กรมส่งเสริมการส่งออกสั่งการให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเร่งดำเนินการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด และดำเนินมาตรการส่งเสริมพัฒนาผู้ส่งออกไทยในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ และให้จัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกในตลาดหลัก ทั้งจัดโรดโชว์ส่งเสริมการขายร่วมกับห้างดังต่างๆ และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าต่างๆ ทั่วโลก
“การปรับลดค่าเงินด่องของเวียดนามในครั้งนี้มีผลกระทบต่อประเทศไทยแน่นอนเนื่องจากเวียดนามถือเป็นคู่แข่งสำคัญในสินค้าหลายประเภท ซึ่งจะทำให้สินค้าเวียดนามได้เปรียบในเชิงราคามากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าข้าว ซึ่งในปี 2553 เวียดนามส่งออกข้าวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เกือบ 7 ล้านตัน มูลค่ากว่า 3,230 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่อย่างไรก็ดีตลาดส่งออกข้าวของเวียดนามและไทยยังคงเป็นคนละตลาดกัน" นางพรทิวากล่าว
นอกจากนั้นเวียดนามเองยังเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยมีสัดส่วน 3% ของการส่งออกทั้งหมด โดยในปี 2553 ไทยส่งออกสินค้าไปเวียดนามมูลค่ากว่า 5,845 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 25% และไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 3,293 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งการลดค่าเงินด่องของเวียดนามครั้งนี้จะมีผลให้สินค้าที่เวียดนามนำเข้าจากไทยมีราคาสูงขึ้นและกำลังซื้อของเวียดนามอาจจะลดลง ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปยังเวียดนามบ้างแต่ไม่มากนัก
นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การที่เวียดนามลดค่าเงินดองจะทำให้การขายข้าวของไทยในตลาดโลก แข่งขันกับเวียดนามยากขึ้น โดยคาดว่าจะทำให้ราคาส่งออกข้าวเอฟโอบี ของเวียดนามต่ำกว่าของไทยอีกกว่า 10 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งหากค่าเงินของเวียดนาม อ่อนลงไปอีกคาดว่าอีกไม่ปีข้างหน้า การส่งออกข้าวของเวียดนามอาจจะแซงหน้าไทย และไทยอาจจะกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลกแทน แต่ปีนี้เชื่อว่าการส่งออกข้าวไทยยังมีศักยภาพและน่าจะอยู่ที่ 9 ล้านตัน
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ธนาคารกลางเวียดนามประกาศลดค่าเงินด่องลง 8.5% สู่ระดับ 20,693 ด่องต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสูงถึง 12% และการขาดดุลการค้า แต่มองว่าผลกระทบต่อสินค้าไทยคงมีไม่มากนัก เช่น อาหารและเครื่องนุ่งห่ม มีสัดส่วนในการส่งออกเพียง 5-6% เท่านั้น



