ข่าว

ทารก5เดือนหนีภัยปะทะลำไส้ติดเชื้อดับ

ทารก5เดือนหนีภัยปะทะลำไส้ติดเชื้อดับ

11 ก.พ. 2554

สลด!!ทารกวัย 5 เดือนเสียชีวิตหลังพ่อแม่หอบหนีเหตุปะทะไทย - เขมร แพทย์ระบุลำไส้ติดเชื้อ กสม. ลงพื้นที่jแนะรัฐควรสนใจกลุ่มเด็ก สตรีและผู้สูงอายุเป็นพิเศษ "มงคล" ลุย "ภูมิซรอล" ตรวจเข้มแผนอพยพ ผู้ว่าฯศรีสะเกษ ไฟเขียวส่งผู้ลี้ภัยกลับบ้านพรุ่งนี้ คาดซ่อมบ้าน

วันที่ 11 ก.พ. 2554  ที่บ้านเลขที่ 123 บ้านด่านเหนือ หมู่ 3 ต.ภูผาหมอก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ชาวบ้านบางส่วนพร้อมด้วยญาติต่างช่วยกันจัดเตรียมงานศพให้กับ ด.ช. ปรวัฒน์   ประไวย์ อายุ 5 เดือนที่เพิ่งเสียชีวิตเมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา ท่ามกลางความเสียใจของพ่อแม่ตลอดจนบรรดาญาติๆที่ทราบข่าวการเสียชีวิตของ ด.ช.ปรวัตน์ครั้งนี

 นายอำนาจ   ประไวย์  บิดาของ ด.ช.ปรวัฒน์ กล่าวว่า ก่อนจะเสียชีวิตลูกตนมีอาการอิดโรย  ท้องเสียและอาเจียน ตอนแรกคิดว่าสาเหตุเป็นเพราะตนพาลูกอพยพหนีเหตุปะทะไปอยู่ที่ปลอดภัยหลายจุด ทำให้ลูกอ่อนเพลียและจับไข้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ลูกชายยังสดชื่นแข็งแรงดีอยู่แต่พอตนพาครอบครัวอพยพตั้งแต่เหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยครั้งแรกได้อพยพไปที่ศูนย์บ้านโคกสะอาด แต่ตนเห็นว่าพื้นที่ตรงนั้นไม่น่าไว้วางใจ เมื่อวันที่ 7 ก.พ.เลยพาย้ายต่อไปที่ศูนย์อพยพโรงเรียนน้ำขุ่นวิทยา อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี เพราะเห็นว่าไกลจากชายแดน คงจะปลอดภัยมากกว่า

 นายอำนาจ กล่าวต่อว่า จากนั้นลูกชายก็เริ่มงอแง  โดยคาดว่าอาจจะเกิดจากอากาศที่ร้อน ตนจึงได้พาครอบครัวย้ายอีกครั้งโดยไปอยู่บ้านญาติที่ อ.โนนคูณ เมื่อวันที่ 8 ก.พ. จนกระทั่งวันที่ 9 ก.พ. ลูกเริ่มมีอาการป่วยไม่สบาย ท่าทางอิดโรย ท้องเสีย และอาเจียน จึงได้พาส่งโรงพยาบาล และมาเสียชีวิตเมื่อเวลา 21.20 น.ของเมื่อคืนวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยแพทย์ระบุว่า ติดเชื้อในลำไส้

กสม.เยี่ยมชายแดนแนะสนใจเด็ก-สตรี

นางวิสา เบ็ญจะมโน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการปฏิบัติการยุทธศาสตร์ด้านเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและความเสมอภาคของบุคคล กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ตนพร้อมคณะอนุกรรมการได้ลงพื้นที่ที่ว่าการอ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และที่จุดรวมกลุ่มของประชาชนที่บ้านโนนสำโรง ต.ท่าคล้อ อ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งศูนย์พักพิงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยทางนายวินัย สิทธิมณฑล รองผู้ว่าฯจ.ศรีสะเกษ ได้รายงานว่ามีประชาชนที่ได้รับผลกระทบขณะนี้ประมาณ 13,000 คน และจากการพบปะพูดคุยกับประชาชนทั้งสองจุดพบว่าส่วนใหญ่มีขวัญและกำลังใจดีขึ้น รวมทั้งได้รับสิ่งของที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคที่เพียงพอ โดยประชาชนส่วนใหญ่หวังว่าจะได้กลับบ้านได้โดยเร็ว เพราะเป็นห่วงกังวลทรัพย์สินและสัตว์เลี้ยง

 นางวิสา กล่าวต่อไปว่า ตนมีข้อสังเกตในการไปเยี่ยมประชาชนที่พักอยู่บริเวณหน้าที่ว่าการอ.กันทรลักษ์ พบว่ามีจำนวนมากกว่า 4 พันคน โดยเป็นเด็กถึงร้อยละ 40 จึงเกิดปัญหาห้องสุขา และสถานที่อาบน้ำไม่เพียงพอ รวมทั้งผู้หญิงยังต้องการสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัว เช่น ชุดชั้นใน และการกระจายสิ่งของจำเป็นยังไม่ทั่วถึงในบางจุดที่ประชาชนรวมตัวกัน จึงขอให้หน่วยงานทางภาครัฐช่วยให้ความสนใจกลุ่มเด็กสตรีและผู้สูงอายุเป็นพิเศษเพราะเป็นกลุ่มที่เปราะบาง รวมถึงการช่วยดูแลทรัพย์สินและสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ เพราะชาวบ้านมีความเป็นห่วงกังวลมาก อย่างไรก็ตามกลุ่มประชาชนเหล่านี้ ในทางกฎหมายระหว่างประเทศถือเป็นผู้ที่ถูกบังคับหรือจำเป็นต้องทิ้งที่อยู่อาศัยและทำกินเนื่องจากความไม่ปลอดภัยจากการใช้อาวุธ แต่เนื่องจากไม่ได้ข้ามพรมแดนระหว่างประเทศจึงไม่ใช่ผู้อพยพ โดยสหประชาชาติเรียกว่าเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ และได้กำหนดหลักการไว้เป็นแนวทางปฏิบัติในการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มคนเหล่านี้ไว้ 3 ประการหลักๆ คือ การป้องกันไม่ให้เกิดการพลัดถิ่นในประเทศ การคุ้มครองในระหว่างเป็นผู้พลัดถิ่นในประเทศ และหลักการดูแลฟื้นฟูเยียวยาหลังเหตุการณ์ ซึ่งตนได้นำข้อเสนอแนะตามหลักการดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติในพื้นที่แล้ว
 
"มงคล"ลุย"ภูมิซรอล" ตรวจเข้มแผนอพยพ

 เมื่อเวลา 9.45 น.นายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) พร้อมคณะได้เดินทางไปที่โรงเรียนท่าสว่าง ต.โนนสำราญ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งศูนย์อพยพประชาชนตามแนวชายแดนภายหลังเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทย - กัมพูชาเมื่อวันที่ 4 ก.พ. เพื่อตรวจเยี่ยมประชาชนและมอบถุงยังชีพของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้ชาวบ้านจำนวน 2,200 ชุด และมอบนโยบายให้กับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านที่ประจำการในพื้นที่ ทั้งนี้ ศูนย์อพยพโรงเรียนท่าสว่างมียอดประชากรทั้งสิ้น 900 คน โดยจากการสอบถามอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากเขตชายแดนประมาณ 9 กิโลเมตร และยังเป็นพื้นที่เสี่ยงหากมีการปะทะตามแนวชายแดนอีกครั้ง

 จากนั้นเวลา 11.15 น.คณะจากกรมการปกครองได้เดินทาไปยังโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา และชุมชุนบ้านภูมิซรอลเพื่อตรวจซากความเสียหายของบ้านเรือนหลังถูกกระสุนปืนใหญ่ M-21 เข้าถล่ม โดยที่ขณะนายมงคลเดินทางมาถึง มีทหารช่างนำเครื่องจักรขนาดใหญ่เพื่อเกลี่ยพื้นที่ ก่อนจะดำเนินการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับผละกระทบ ก่อนคณะนายมงคลเดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ เพื่อมอบนโยบายว่า อส.ต้องทำหน้าที่ปกป้องรักษาดินแดน เคียงข้างทหาร และดูแลความสงบถภายในประเทศ ส่วนสถานการณ์ตามแนวชายแดน เชื่อว่าอีกไม่นานจะสงบ จึงขอให้อส.ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

 ด้านนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าฯศรีสะเกษ กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้เข้าสู่สภาวะปกติ และได้รับรายงานจากฝ่ายความมั่นคงแล้วว่าเหตุการณ์ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เนื่องจากในพื้นที่มีการเจรจากันมาตลอด ตนจึงจะให้ประชาชนทยอยออกจากศูนย์อพยพทั้ง 36 ศูนย์ เพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนาในวันที่ 12 ก.พ.เวลา 09.00 น. ส่วนแนวทางการส่งคนกลับบ้าน จังหวัดจะจัดหารถจากส่วนราชการต่างๆ มารับส่งถึงที่พักอาศัย ส่วนเรื่องสิ่งของที่ได้รับจากการบริจาคนั้น ทางจังหวัดจะแจกจ่ายให้กับประชาชนได้นำกลับบ้าน อย่างไรก็ตามเรื่องเงินบริจาค เบื้องต้นจะทำการจัดซื้อสิ่งของจำเป็นที่ไม่มีอยู่ในของรับบริจาค และนำส่วนที่เหลือมาบริหารจัดการภายหลัง ขณะเดียวกันการซ่อมแซมบ้านเรือนของประชาชนที่เสียหาย คาดว่าไม่เกิน 24 มี.ค.จะซ่อมแล้วเสร็จทั้งหมด

 “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผมคิดว่าต้องมีการเจรจาในระดับนโยบาย เพราะพื้นที่เป็นเพียงผู้รับคำสั่งเท่านั้นหากระดับนโยบายมีการเจรจากันได้ประสบความสำเร็จ ในพื้นที่ก็จะอยู่อย่างราบรื่นยั่งยืน และมั่นคง เพราะฝ่ายปฏิบัติในพื้นที่ทั้งสองประเทศก็คุยกันได้ปกติ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถให้ความมั่นใจได้ว่าภายหลังที่ประชาชนเดินทางกลับแล้ว จะมีการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาอีกหรือไม่ แต่หากเกิดเหตุทางจังหวัดก็พร้อมอพยพประชาชนทุกเวลา” ผู้ว่าฯศรีสะเกษ กล่าว

 รายงานข่าวจากจังหวัดศรีสะเกษแจ้งว่า ภายหลังเกิดเหตุปะทะที่บริเวณชายแดน ประชาชนในพื้นที่เข้าใจในสถานการณ์อย่างดี โดยในวันเกิดเหตุก็มีการอพยพตามแผนที่รองรับของจังหวัด โดยส่วนหนึ่งก็ไปหลบตามบังเกอร์ แต่หลังจากนี้จังหวัดมีแนวคิดจะสร้างบังเกอร์ในจุดเสี่ยงให้ประชาชนเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ประชาชนหากเกิดเหตุปะทะกันอีกครั้ง

 ต่อมาเวลา 13.40 น.นายมงคล เดินทางมายังโรงเรียนน้ำขุ่นวิทยา อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งศูนย์อพยพประชาชนลี้ภัยสงคราม เพื่อเยี่ยมเยียนผู้อพยพ และมอบถุงยังชีพ ทั้งนี้ จากการสอบถามผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงทราบว่า ต้องการให้หน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยเหลือ เรื่องสุขา และห้องน้ำเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผู้อพยพกว่า 3,000 คน มาอาศัย ทำให้ห้องน้ำที่มีไม่สามารถรองรับได้ ต้องไปอาศัยป่าข้างโรงเรียนเพื่อปลดทุกข์

 นายมงคล กล่าวภายหลังตรวจพื้นที่ว่า เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทย กัมพูชา คิดว่าประสบความสำเร็จในแง่ของการอพยพ เพราะจังหวัดมีการซักซ้อมแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ในเรื่องของแผนอพยพประชาชน และส่วนราชการ ซึ่งแต่ละปีก็จะมีการปรับปรุงแนวทางของแผนดังกล่าวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวทางจังหวัดก็สามารถจัดการปัญหาได้ดี ที่สำคัญยังทำให้ทหารซึ่งอยู่ในพื้นที่แนวหน้าสามารถปฏิบัติภารกิจได้ โดยไม่ต้องห่วงแนวหลังที่เป็นประชาชน อย่างไรก็ตาม ด้านของการฟื้นฟู จะดำเนินการทั้งด้านอาชีพ เพราะไร่นา สวนยางของชาวบ้านได้รับความเสียหาย ขณะที่อาคารบ้านเรือน ถนน หนทางก็ชำรุด โดยเบื้องต้น จะมีการเข้าไปตรวจสอบและซ่อมแซมให้เป็นปกติต่อไป ยืนยันว่าทุกสิ่งที่สูญเสียไปจะต้องได้รับการดูแล

 ทั้งนี้ สำหรับการตรวจความเสียหายจากการปะทะของไทยและกัมพูชาของทางจังหวัดพบว่า มีประชาชนที่เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย ไฟไหม้เสียหายทั้งหลัง 7 หลังคาเรือน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 10 หลังคาเรือน โรงเรียน 1 โรง