
พระชราไม่ทิ้งวัดบ้านโดนเอาว์ชายแดนเขมร
ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้ม...แม้ว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าพระอาทิตย์จะสาดแสงเหนือหลังคาโบสถ์ วัดบ้านโดนเอาว์ (คลองทราย) ต.รุง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พระภิกษุชราวัย 75 ปี
เดินฝ่าความเงียบแห่งรุ่งเช้าเข้าไปในสวนผักหลังกุฏิ เลือกเก็บผลบวบ มะเขือยาว มาปรุงอาหารเพื่อประทังชีวิต หลังจากพระลูกวัดและชาวบ้านอพยพหนีภัยการสู้รบระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาออกนอกพื้นที่ไปหมด
เกือบสัปดาห์แล้ว "พระกัน ปภาโส" เจ้าอาวาสวัดบ้านโดนเอาว์ และพระลูกวัดที่ยังเหลืออยู่อีก 1 รูป ไม่ได้ไปขอรับความช่วยเหลือจากใคร หรือหน่วยงานใด แต่เลือกใช้ชีวิตอยู่อย่างสมถะและเรียบง่าย ท่ามกลางสมรภูมิการสู้รบที่ไม่รู้ว่าจะเกิดการปะทุขึ้นอีกหรือไม่?
"จริงๆ แล้วอาตมาเคยปลูกบวบและมะเขือยาวไว้เพื่อเป็นทานแก่คนยากไร้ ที่มาขออาหารที่วัดหรืออะไรก็ตามที แต่ตอนนี้อาตมาก็ไม่นึกว่าจะต้องมาพึ่งมัน” หลวงพ่อกันบอกขณะกำลังหุงข้าวบนเตาถ่าน และเตรียมต้มบวม เพื่อจิ้มน้ำปลาประทังชีวิต
"พระบุน" พระลูกวัด เสริมว่า หลวงพ่อท่านชราภาพมากแล้วแต่ด้วยความที่เป็นพระที่มีเมตตา จึงยินดีที่จะอยู่คอยดูแลท่าน แม้จะกลัวเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นก็ตาม
“มื้อแรกอาตมาเป็นคนหุงข้าว ตั้งใจว่าจะทำให้หลวงพ่อท่านฉัน แต่อาตมาเหม่อคิดถึงโยมแม่เลย ผลออกมาข้าวมื้อแรก หลวงพ่อและสมาชิกหมาแมวต้องกินข้าวไหม้ฝีมืออาตมา” พระลูกวัดบอกถึงความตั้งใจ
กลายเป็นภาพที่น่าสลดใจยิ่งที่เห็นพระชรา และพระลูกวัดที่สติไม่สมประกอบ พร้อมทั้งหมาแมวอีกกว่า 10 ตัวในวัดแห่งนี้ ต้องมีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้น ภัตตาหารมื้อเช้าวันนี้ของหลวงพ่อและพระลูกวัด จึงมีเพียงแกงปลาก้นถ้วยที่เหลือจากเมื่อวาน บวบต้ม และน้ำปลา!!
“ไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาช่วยเหลืออาตมาเลย จึงไปเอาข้าวสารที่เหลืออยู่ก้นกระสอบในโรงครัวมาหุง และไม่มีหน่วยงานใดมานิมนต์อาตมาไปอยู่ที่ไหน ทุกคนกลัวหนีไปหมด พระลูกวัดอีก 3 รูปก็ไม่อยู่ แต่ถึงจะมีใครมานิมนต์อาตมาก็คงไม่ไป จะอยู่ดูแลวัดแบบนี้แหละ อาตมาจะอยู่คอยให้กำลังใจทหาร ชาวบ้านที่อยากได้กำลังใจ หากเขาสู้รบกันจริงๆ อาตมาจะขึ้นไปให้ศีลให้พรทหารทุกคน ให้แคล้วคลาดปลอดภัย รักษาอธิปไตยของชาติไทยไว้ให้ได้” เจ้าอาวาสวัดบ้านโดนเอาว์ บอกเหตุผลที่ไม่ยอมทิ้งวัด
เมื่อถามถึงความหวั่นวิตกขณะเกิดเหตุการณ์สู้รบที่ผ่านมา หลวงพ่อกันยอมรับว่า ค่อนข้างตกใจ แต่ไม่ได้วิตกอะไรมาก เพราะเคยเป็นทหารพรานเก่า เคยอยู่ประจำฐานตามแนวชายแดนกัมพูชามาก่อน ก่อนจะเกิดการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา ก็รู้สึกแปลกๆ ที่ได้ยินเสียงรถทหารวิ่งผ่านถนนหน้าวัดในช่วงดึก ก่อนเกิดการปะทะกันช่วงบ่ายวันศุกร์ต่อเนื่องมาอีกหลายวัน
“อาตมาคอยฟังเสียงลูกกระสุนปืนใหญ่ จะรู้ทิศทางของวิถีกระสุน หากมันดังฟิ้ว ฟิ้ว กระสุนมันข้ามหัวไปตกที่อื่นแน่นอน แต่ถ้ามันดังแคร็ก แคร็ก เหมือนเครื่องจะดับนั่นแหละมันตกใกล้ๆ นี่แหละ คราวนี้ก็ตัวใครตัวมัน" หลวงพ่อกันเล่าอย่างอารมณ์ดี
การตั้งอยู่ในฐานที่มั่น "วัดบ้านโดนเอาว์" ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงที่อาจจะถูกลูกหลงจากการสู้รบเมื่อไหร่ก็ได้นั้น หลวงพ่อกันยอมรับว่า ไม่ได้มีของดีอะไร และใครไม่ต้องมาขอ เพราะทุกคนมีของดีได้ เพียงแค่รักษาศีล 5 ได้ก็พอแล้ว มารหรืออันตรายใดๆ ไม่สามารถทำอะไรได้
ส่วนมุมมองด้านความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น เจ้าอาวาสวัดโดนเอาว์มองว่า หากทั้งสองฝ่ายมีทิฐิต่อกัน ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน เหตุการณ์คงจะยืดเยื้อและมีการกระทบกระทั่งกันอีกนาน ได้แต่หวังว่าเหตุการณ์คงไม่ทวีความรุนแรงมากกว่านี้
สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา มีวัดที่มีการขึ้นทะเบียนและวัดป่ากว่า 10 แห่ง หลังเหตุการณ์ปะทะกันมีเพียง "วัดบ้านโดนเอาว์" เท่านั้นที่มีพระจำวัดอยู่ 2 รูป และที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานของภาครัฐเข้ามาดูแล มีเพียงญาติโยมเอาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและปลากระป๋องมาถวายให้เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น โดยที่พระทั้งสองรูปยังปฏิบัติกิจของสงฆ์อย่างเคร่งครัด และยังยืนหยัดตั้งใจเป็นศูนย์กลางความศรัทธาให้แก่ชาวบ้านและทหาร แม้ว่าสถานการณ์จะรุนแรงเพียงใดก็ตาม



