
สื่อตีข่าวค้าชายแดนไทย-เขมรซบเซา
การค้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซบเซานักท่องเที่ยวและพ่อค้า-แม่ค้า หดหาย ขณะที่ชาวบ้านทะยอยเดินทางกลับบ้าน หลังเสียงปืนใกล้พื้นที่พิพาทสงบลง
(11ก.พ.) สถานีโทรทัศน์ วอยซ์ ออฟ อเมริกา รายงานว่า การค้าและการสัญจรบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า หลังจากเกิดเหตุปะทะกันเมื่อไม่นานมานี้ ใกล้กับดินแดนทับซ้อนใกล้ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างสองชาติ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน ประชาชนหลายพันคนของทั้งสองฝ่ายต่างหลบหนีไปยังที่ปลอดภัย นำไปสู่การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวและพ่อค้าบริเวณชายแดน
ที่ตลาดช่องจอมที่เคยคึกคัก คราคร่ำไปด้วยพ่อค้าทั้งไทยและกัมพูชา กลับเงียบเหงาและปราศจากลูกค้า ตอนที่มีการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ร้านค้า หลายร้อยแห่งถูกทิ้งร้าง เพราะประชาชนพากันหลบหนีไปยังที่ปลอดภัย และยังคงสภาพอยู่อย่างนั้นจนถึงวันพุธ
พวกพ่อค้าอยากให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้ามาเจรจากัน เพื่อจะได้กลับไปค้าขายได้เหมือนเดิมโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ที่บริเวณด่านช่องสะงำ พบว่า จำนวนผู้เดินทางข้ามชายแดนได้ลดลงจากวันละ 50 คน เหลือแค่ไม่ถึง 10 คน และไม่มีนักท่องเที่ยวเลยนับตั้งแต่เกิดเหตุยิงปะกันเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเพราะสถานการณ์ไม่แน่นอน ซึ่งที่จริงแล้ว บริเวณด่านช่องสะงำ อยู่ห่างจากพื้นที่ที่มีการปะทะกันถึง 90 กิโลเมตร
การปะทะกัน เกิดใกล้พื้นที่พิพาทรอบปราสาทพระวิหาร ศาสนสถานเก่าแก่ของชาวฮินดูอายุ 900 ปี และตอนนี้ทหารทั้งสองฝ่ายต่างมีกองกำลังอยู่ใกล้บริเวณพิพาท ทำให้มีการยิงปะทะกันในบางโอกาส แต่เหตุการณ์เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ถือว่าเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปีเพราะมีการใช้ทั้งปืนใหญ่และปืนกล
ด้านสถานีโทรทัศน์ NTD (New Tang Dinasty) ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์อิสระ และไม่แสวงผลกำไรมีสำนักงานอยู่ที่นครนิวยอร์ค รายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดี ประชาชนในฝั่งไทยที่อพยพหนีภัยจากการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา ได้เดินทางกลับบ้าน ที่อยู่ใกล้กับพื้นที่พิพาทบริเวณแนวชายแดนด้านที่ติดกับกัมพูชาแล้ว ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดเริ่มบรรเทาลง
แต่กองกำลังของไทยและกัมพูชา ยังคงอยู่ในสถานการณ์เตรียมพร้อม ซึ่งเป็นเพียง 1 วัน หลังจากนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ของกัมพูชา กล่าวว่า การปะทะกัน 4 วัน ที่เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้วนั้น เป็นสงครามอย่างแท้จริง
ไทยและกัมพูชา ต่างกล่าวหากันในเหตุยิงปะทะกันใกล้ปราสาทพระวิหาร โบราณสถานอายุ900 ปี ที่กลายเป็นประเด็นพิพาทระหว่างสองชาติ มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ฝ่ายไทยเสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 34 คน ฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิต 8 คนบาดเจ็บ 55 คน
แม้ว่าเสียงปืนจะสงบลงในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของความพยายามทางการทูตในการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย แต่ก็ยังพบว่า มีการเสริมกำลังทหารในพื้นที่ขัดแย้งผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่ง อ้างว่า เห็นรถถังและรถหุ้มเกราะของฝ่ายไทย ในเวลาเพียงวันเดียวหลังจากมีการเคลื่อนรถถังเข้าไปราว 20 คัน ส่วนผู้บัญชาการของฝ่ายกัมพูชา ก็ปฏิเสธว่าไม่ได้เสริมกำลังทหาร และบอกว่า กำลังใช้ความพยายามอดกลั้นอย่างที่สุด ส่วนการเจรจาทางการทูตกำหนดจะมีขึ้นที่นครนิวยอร์ค ในวันจันทร์นี้
ด่านอรัญประเทศเริ่มตึงเครียดทหารเขมรเสริมกำลัง
ที่ด่านพรมแดนอรัญประเทศ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ฝั่งประเทศไทย ซึ่ง จนท.ยังคงปฏิบัติหน้าที่เปิดด่านพรมแดนอรัญประเทศ ตามปกติโดยมีพ่อค้า แม่ค้า และกรรมกรชาวกัมพูชาหลายพันคนเดินทางข้ามด่านพรมแดนอรัญประเทศ จากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาทำการค้าและทำงานรับจ้างในตลาดโรงเกลือ ตามปกติ โดยมีชาวเขมรบางส่วนเริ่มเข้ามาหาซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค ไปกักตุน
จากนั้นได้มีชาวเขมรมุสลิม ประมาณกว่า 70 คนเดินทางข้ามด่านพรมแดนอรัญประเทศ จากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย จนท.ทหารพราน ร้อย ทพ. 1206 ฉก.กรม.ทพ. 12 กกล.บูรพา ซึ่งตั้งจุดตรวจบริเวณจุดตรวจร่วม ทางแยกเข้าตลาดโรงเกลือ หน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ ได้ทำการตรวจค้นอย่างละเอียดเกรงมีสายลับและนำสิ่งผิดกฎหมายเข้าประเทศไทย และจากการสอบถามชาวเขมรมุสลิมกว่า 70 คน อ้างว่าจะเดินทางไปประเทศมาเลเซีย ผ่านทางด่านชายแดน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ชายแดนใต้ของไทย โดยอ้างว่ากลัวสงครามจึงจะเดินทางไปอยู่กับญาติที่บริเวณชายแดน ประเทศมาเลเซีย
ต่อมาชาวเขมรในฝั่งปอยเปต ก็เริ่มวิตกกังวลและตื่นกลัวเนื่องจากสื่ออินเตอร์เน็ตของกัมพูชา ไวปไซด์ dap-news ของหนังสือพิมพ์เดิมอัมปรึล(หนังสือพิมพ์ต้นมะขาม) ได้เสนอข่าวและภาพ กองทัพสารวัตรทหาร(สห) ประจำจังหวัดบันเตียเมียนเจย หลายร้อยนายพร้อมอาวุธสงครามครบมือ ถูกเรียกระดมกำลังเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับทหารไทย
โดยหนังสือพิมพ์เดิมอัมปรึล รายงานข่าวว่า สห.จังหวัดบันเตียเมียนเจยพร้อมรบ 100 % โดยอ้างว่าจากเหตุการณ์ทหารกัมพูชายิงปะทะกับโจรไทยด้านชายแดนปราสาทพระวิหารทำให้มีประชาชนทั้งชาวไทยและชาวเขมร ได้รับบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก โดยรายงานข่าวว่านายอุม เอือน ผู้ว่าราชการ จ.บันเตียเมียนเจย และที่ปรึกษาสมเด็จฮุน เซน ได้นำคณะประชาชนส่วนหนึ่งที่มีนายอำเภอส่วนราชการและสถาบันที่เกี่ยวข้องลงมาพื้นที่ชายแดน จ.บันเตียเมียนเจย เพื่อตรวจเยี่ยมและนำสิ่งของไปแจกจ่ายให้หน่วย สห.จ.บันเตียเมียนเจย ที่ได้เตรียมความพร้อมในการต่อสู้กับผู้รุกรานชาวไทย โดยมี พล.ต.บึง ดาวอน คณะกรรมการตรวจสอบกำลังพลหน่วย สห.ภายในประเทศกัมพูชามาร่วมตรวจสอบการพร้อมรบของ หน่วย สห.จังหวัดบันเตียเมียนเจย
ในพิธีดังกล่าว พล.ต.รัด เตรียง ผบ.สห.จ.บันเตียเมียนเจย กล่าวว่านอกจากงานทั่วไป และงานด้านการป้องกันรักษาความสงบสุขของประชาชน หน่วย สห.จ.บันเตียเมียนเจย ได้เตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้วทั้งกองกำลัง ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ทุกอย่าง เพื่อเตรียมพร้อมต่อสู้กับไทยที่มารุกรานดินแดน ปัจจุบันกำลังรอรับคำสั่งจาก พล.อ.เซา สุขา รอง ผบ.ทหารสูงสุด/ผบ.สห.กัมพูชา โดยเฉพาะคำสั่งของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเท่านั้น
พล.ต.รัด เตรียง กล่าวอีกว่า กกล.สห.จังหวัดบันเตียเมียนเจย ที่พึ่งตั้งขึ้นมาหลังกองทัพ กพช.เกิดเหตุปะทะกับทหารไทยด้านปราสาทพระวิหาร ก็จริง แต่กำลังพลนั้นมากจากกองทัพแห่งชาติ กพช. จึงมีประสบการณ์ผ่านการสู้รบมาแล้วหลายสมรภูมิ มาจนถึงปัจจุบัน กำลังพลหน่วย สห.จ.บันเตียเมียนเจย ขอปฏิญานอย่างเข้มแข็งว่าจะรักษาดินแดนมาตุภูมิ กพช.ไม่ให้สูญเสียแม้แต่มิลลิเมตรเดียว
ส่วนการเตรียมความพร้อมของกองกำลัง สห.จังหวัดบันเตียเมียนเจย ดังกล่าวทำให้ชาวเขมรในกรุงปอยเปต อ.โอวจโรว จ.บันเตียเมียนเจย เริ่มวิตกกังวลและตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก ทำให้รีบเดินทางเข้ามาหาซื้อเสบียงอาหารในตลาดโรงเกลือ ไปกักตุนเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการสู้รบกันในเร็วๆนี้
จากการตรวจสอบจากหน่วยข่าวทางทหารของกัมพูชาในฝั่งปอยเปต ทราบว่าทางกัมพูชา ได้เรียกระดมกำลังทหารในจังหวัดบันเตียเมียนเจย ทั้งหมดกว่า 1000 คน มาเข้าเป็นหน่วย สห.จังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยสั่งห้าม สห.ทุกนายห้ามป่วยห้ามลาให้เตรียมความพร้อมที่จะรบกับไทยได้ตลอดเวลา นอกจากกำลังทหารกัมพูชาแล้ว ยังได้มีการนำรถถังและรถบรรทุกปืนใหญ่ จำนวน 15 คันมาเตรียมพร้อมอยู่ในฐานที่ตั้งทางทหาร บ้านนิมิต ห่างชายแดนอรัญประเทศ ประมาณ 13 กม. ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ อ.โอวจโรว จ.บันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา



