
วอร์รูมสู้เขมร!ไม่เป็นเอกภาพ-สับสน
ท่าทีอันแข็งกร้าวของ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงกับท่าทีของคนในรัฐบาล ไล่ลงมาตั้งแต่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เผยให้เห็นช่องโหว่ด้านนโยบายการเมืองระหว่างประเทศของไทยอีกครั้ง
เป็นจุดอ่อนที่พูดถึงกันมานาน แต่ไม่ได้รับการแก้ไขเลย นั่นคือ ความ "ไม่เป็นเอกภาพ" ในการแสดงจุดยืนของไทย ซึ่งต่างจากฝ่ายกัมพูชา เพราะคนของเขาสะบัดธงไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด !!
สังเกตได้ชัดเจนจากการส่งสัญญาณเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งนายกษิตได้เปิดฉากท้ารบกับผู้นำกัมพูชา และ 3 มหาอำนาจที่อยู่เบื้องหลังอย่างดุเดือดเลือดท่วมจอ
"เขาคิดว่ารัฐบาลไทยชักช้า เพราะเรื่องต่างๆ ต้องเข้าสู่ระบบรัฐสภา และคิดว่านายกฯ ฮั้วกับรัฐสภาเพื่อดึงเรื่องนี้ให้ช้าลง ดังนั้นวิธีที่ทำให้ได้ดังใจมากที่สุดคือ เปิดแนวรบให้รุนแรงสาหัส
อย่างเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่เขาทำสำเร็จ โดยอาจจะมีประเทศอื่นสนับสนุนอย่างเช่น รัสเซีย อินเดีย จีน แล้วจึงฟ้องสู่คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ
ผมพร้อมชี้แจงทุกเวที ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยมีสหรัฐเป็นพันธมิตร แม้ประเทศกัมพูชาได้สร้างภาพว่าเป็นผู้ถูกกระทำ และขอความเห็นอกเห็นใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะอนุญาตให้ สมเด็จฮุน เซน เป็นเด็กเกเรกับประเทศไทย"
นั่นคือวิวาทะแสบๆ คันๆ ชุดล่าสุดของนายกษิต หลังจากที่เคยด่าผู้นำเขมรเป็น "กุ๊ย" บนเวทีพันธมิตรฯ มาแล้ว
ทว่า หลังการออกมาสุมไฟสงครามของนายกษิต น่าสังเกตว่า ทั้งนายกฯ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ด้านความมั่นคง ต้องออกแรงมาตามล้างตามเช็ดคำพูดของนายกษิตอีกหน
นายอภิสิทธิ์ ปฏิเสธคำพูดของนายกษิตที่พาดพิงถึงมหาอำนาจว่า นายกษิตไม่ได้พูดถึงเรื่องการหนุนหลัง แต่นายกษิตถูกสอบถามเกี่ยวกับท่าทีของประเทศต่างๆ ที่อยู่ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
จึงบอกว่ามีการรายงาน มีการวิเคราะก์กันบ้างจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่เราก็จะเดินหน้าทำความเข้าใจกับทุกประเทศ"
นายสุเทพ กล่าวถึงท่าทีของนายกษิตว่า "คิดว่านายกษิตจำเป็นต้องตอบโต้ แสดงท่าทีให้ชัด แต่ว่าวิธีการพูดก็เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่โดยถ้อยคำความหมายคือการยืนยันว่ากรณีที่เกิดขึ้น ประเทศไทยไม่ได้ไปรุกราน และไม่ใช่เรื่องที่ประเทศไทยเริ่มขึ้นก่อน"
น่าสนใจว่า แม้แต่ นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกน้องนายกษิตยังแท้ๆ ยังตอบโต้ท่าทีอันแข็งกร้าวของผู้นำเขมร ชนิดที่ฉายหนังคนละม้วนกับเจ้ากระทรวง
"ผมไม่ได้ยินท่านพูดเอง คาดว่า คงเป็นสำนวนที่นายฮุนเซนใช้ แต่ข้อเท็จจริงจากเหตุรุนแรงดังกล่าวปรากฏชัดเจนว่า เป็นการปะทะกันตามชายแดน ไม่ใช่สงครามแน่นอน"
ขณะที่ พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) ซึ่งเป็นขุนศึกแท้ๆ แต่กลับพูดออกไปในสไตล์ "นักการทูต" มากกว่า โดยระบุว่า ขณะนี้ในภาพรวมก็เริ่มมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น คาดว่าภายใน 2-3 วันข้างหน้าคงจะไม่มีเสียงปืนดังขึ้น
จากนั้นจะมีการเจรจาทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศจะดำเนินการปรึกษาหารือกันในการประชุมเจบีซี
ตัวอย่างเล็กๆ ข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ในแบบ "คนละที" ของผู้เกี่ยวข้องฝ่ายไทย ซึ่งนับตั้งแต่มีการปะทะกับกัมพูชาตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เราจะพบเห็นการให้สัมภาษณ์ในทำนองนี้บ่อยครั้ง
หลายครั้งบุคคลระดับกำหนดนโยบายของไทย เช่น นายกฯ ซึ่งกำหนดนโยบายการเมือง และนายกษิต ซึ่งกุมนโยบายต่างประเทศ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ก็พูดกันไปคนละทางจนหา "จุดยืน" ไม่เจอ
กล่าวคือ แม้ในเชิงยุทธศาสตร์ฝ่ายไทยจะเน้นอยู่ 2 ข้อหลัก คือ 1.มุ่งการเจรจาระดับทวิภาคี ไม่ให้ปัญหาบานปลายไปสู่เวทีโลก และ 2.ยึดหลักสันติวิธี ไม่รุกรานใครก่อน แต่ก็พร้อมจะรักษาอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่
แต่ในเชิง "ยุทธวิธี" การต่อกรกับกัมพูชา เรากลับออกอาวุธกันเปะปะ ซึ่งส่งผลเสียกับการต่อสู้บนเวทีโลกด้วย
จริงอยู่ว่า ระดับบิ๊กๆ ในกัมพูชา ทั้ง สมเด็จฮุน เซน นายกฯ กัมพูชา นายฮอร์ นัม ฮง รมว.ต่างประเทศ นายวาร์ คิม ฮง รัฐมนตรีอาวุโส รับผิดชอบกิจการชายแดน และ พล.อ.เตีย บัน รมว.กลาโหม จะคลุกอยู่กับกิจการชายแดน และเวทีโลกมานานกว่า 30 ปี
แม้จะเป็นข้ออ้างได้ว่า ระดับนโยบายของเขามีความต่อเนื่อง จึงสามารถส่งสัญญาณได้อย่างเป็น "เอกภาพ" ชนิดที่มองตาก็รู้ใจ
แต่อย่างน้อยการเมืองอันเปราะบาง และล้มลุกคลุกคลานแบบไทยๆ ก็สามารถอุดช่องโหว่ได้ด้วยการตั้งคณะทำงาน หรือ "วอร์รูม" เพื่อรับมือปัญหาชายแดนกัมพูชาโดยเฉพาะ ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นความพยายามของนายกฯ ในการเรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอยู่บ่อยครั้ง
ทว่า พอออกจากห้องประชุมมา ทุกคนพูดกันไปคนละทางเหมือนเดิมจนทำให้ประชาคมโลก หรือแม้แต่คนไทยด้วยกันเองยังสับสนว่า ตกลงจุดยืนของไทยเป็นอย่างไรแน่ !?
ฉะนั้น หากนายกฯ อภิสิทธิ์ต้องการสร้างความเชื่อมั่นทั้งกับประชาชนในประเทศ และในเวทีโลก ก่อนอื่น...ช่วยจัดระเบียบการให้สัมภาษณ์ของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งถ้าเป็นไปได้ควรมอบให้ใครคนหนึ่ง เช่น ตัวนายกฯ เอง หรือมอบให้โฆษกคนใดคนหนึ่งแถลงเองจะดีที่สุด
แต่ถ้ายังแถลงกันคนละทีแบบตามใจฉัน หรือดึงดันจะให้นายกษิต "พ่นไฟ" รายวัน...ไทยก็จะยังเป็น "ตัวตลก" ในเวทีโลกอยู่ร่ำไป
ทีมข่าวความมั่นคง



