
หวังศก.ดีขึ้นหนุนความเชื่อมั่นม.ค."เพิ่มค่าแรง-ราคาสินค้าเกษตรพุ่ง"ปัจจัยหลัก
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมกราคมดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 มั่นใจเศรษฐกิจมีแนวโน้มดี รายได้เพิ่มจากราคาสินค้าเกษตรและการปรับค่าแรงขั้นต่ำทำให้กำลังมากขึ้น หนุนเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 4-5% ปัญหาการเมืองและค่าครองชีพยังสร้างความกังวล
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมกราคม 2554 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 อยู่ที่ระดับ 81.5 จากเดิมอยู่ที่ 80.8 ในเดือนธันวาคม 2553 เนื่องจากมั่นใจว่าภาวะเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น และรายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะราคาสินค้าเกษตรราคาดี และมีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ รวมทั้งสัญญาณทางเศรษฐกิจดีขึ้นต่อเนื่อง
“ดัชนีความเชื่อมั่นในขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องราคาน้ำมันแพง เหตุการณ์การปะทะชายแดนไทยและกัมพูชาที่หากยืดเยื้ออาจจะกระทบความเชื่อมั่นในอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงมีความมั่นใจจากรายได้ ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยคาดว่าการบริโภคในปีนี้จะขยายตัวได้ 3-4% ส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี จะยังคงอยู่ในกรอบ 4-5%” นายธนวรรธน์ กล่าว
นอกจากนี้ มีข้อสังเกตว่า จากการวัดดัชนีความสุขในการดำรงชีวิตในเดือนมกราคม 2554 พบว่าแตะ 100.5 ซึ่งดัชนีเกิน 100 และสูงที่สุดในรอบ 11 เดือนนับจากเดือนกุมภาพันธ์ ปีที่ผ่านมา ซึ่งมาจากความหวังของประชาชนเรื่องรายได้ในอนาคตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น และก็พร้อมที่จะใช้จ่าย เพียงแต่ขณะนี้ยังมีปัจจัยลบที่ยังบั่นทอน คือเรื่องปัญหาการเมืองในประเทศ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ดัชนีเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดและคอรัปชั่นในการสำรวจพบว่ายังไม่ดีขึ้น
ด้านนางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยบวกที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมกราคมปรับตัวขึ้นทุกรายการ ได้แก่ ราคาผลผลิตทางการเกษตรทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อในภาคการเกษตรปรับตัวดีขึ้น, มาตรการประชาภิวัฒน์ 9 ข้อของรัฐบาลส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงบวกแก่ประชาชน, นโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ส่งผลทางจิตวิทยาเชิงบวกต่อความกังวลในการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน
รวมทั้งการที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2554 จะขยายตัว 4.5% และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ทำให้ดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 2.25 % เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อสูงขึ้นจากเศรษฐกิจขยายตัว
ส่วนปัจจัยลบ เป็นความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหาหนี้สาธารณะในระดับสูงของประเทศในยุโรป และปัญหาการเมืองระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในประเทศอียิปต์ ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก



