
"ชัยวุฒิ"เร่งวางโครงสร้างพัฒนาอุตสาหกรรมยั่งยืน
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดใจกับสื่อเครือเนชั่น ถึงการทำงานในกระทรวงอุตสาหกรรมว่า สิ่งที่ต้องการเห็นให้ออกมาโดยเร็ว คือ การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ แม้จะมีค่ายรถยนต์บางแห่งแสดงความกังวลว่า
อาจกระทบกับรถยนต์บางประเภท แต่ตนก็ขอให้รอดูแผนการปรับโครงสร้างที่ว่านี้ออกมาให้ชัดเจนเสียก่อน ซึ่งความคืบหน้าในขณะนี้เกือบเสร็จแล้ว ซึ่งหลักๆ จะแบ่งออกเป็นรถยนต์พาณิชย์ รถยนต์ส่วนบุคคล และรถบรรทุก โดยใช้กำลังขับเคลื่อน (ซีซี) เป็นเกณฑ์ นอกจากนี้จะมีแรงจูงใจให้สำหรับรถยนต์ที่เน้นด้านประหยัดพลังงาน หรือ อีโคคาร์ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัย
จากการศึกษารูปแบบในหลายๆ ประเทศใช้หลักการเดียวกันนี้ทั้งหมด รวมถึงในประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงสร้างภาษีใหม่ออกมาแล้ว ก็จะกำหนดระยะเวลาเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจมีเวลาปรับตัว 2-3 ปี ก่อนจะมีผลบังคับใช้จริง
ส่วนการปรับโครงสร้างระบบน้ำตาลทรายนั้น ได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อพิจารณาว่ามีเรื่องใดสมควรแก้ไขบ้าง แต่ก็เห็นว่าระบบเดิมมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย เพราะเกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ และอุตสาหกรรมมีความแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 จะดูว่ามีจุดไหนที่สมควรแก้ไข เช่น ระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ 70-30 ระบบการจัดสรรน้ำตาลทรายเป็นโควตา ก, ข และ ค ยังควรจะมีอยู่หรือไม่ การควบคุมราคายังจำเป็นอยู่หรือไม่ และสมควรที่จะต้องเปิดเสรีโรงงานน้ำตาลแล้วหรือยัง
"ขณะนี้เริ่มมีข้อเสนอให้ลอยตัวราคาน้ำตาลทราย ซึ่งแน่นอนว่าคนที่จะได้รับประโยชน์จากการลอยตัวคือ เกษตรกรชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาลทราย แต่ก็ยังมีกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ด้วยคือผู้บริโภค ดังนั้น การจะพิจารณาปรับโครงสร้างในครั้งนี้ จะเน้นดูในภาพรวมทั้งหมดเป็นหลัก จะไม่เน้นเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา และพยายามจะทำให้แล้วเสร็จ หากเป็นไปได้ก็อยากจะให้เสร็จก่อนการเลือกตั้ง" นายชัยวุฒิ กล่าว
รมว.อุตสาหกรรมกล่าวอีกว่า นอกจากการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ และปรับโครงสร้างระบบน้ำตาลทรายแล้ว นโยบายสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ อุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยมีความยั่งยืน จะเห็นได้ว่า ขณะนี้ไม่ว่าจะไปตั้งโรงงานในพื้นที่ไหนก็จะมีคนต่อต้านตลอด จึงจำเป็นจะต้องแก้ไขในจุดนี้ หากทำไม่สำเร็จภายใน 10-15 ปี เชื่อว่าจะเกิดปัญหาแน่ อย่างเช่น เหล็กต้นน้ำ หากมองในส่วนของเหตุผลทางเศรษฐกิจนั้น ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องมีอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ แต่จากการมอบหมายให้สถาบันเหล็กเข้าไปศึกษาในพื้นที่ กลับเข้าไปไม่ได้ เพราะมีชาวบ้านต่อต้านตั้งแต่การเข้าไปเริ่มศึกษาแล้ว
เรื่องอุตสาหกรรมสีเขียวนั้น ไม่ได้มุ่งเน้นแต่เรื่องสีเขียวเท่านั้น แต่จะเน้นในเรื่องของอุตสาหกรรมยั่งยืน อยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งจะทำอย่างไรที่จะอยู่ร่วมกันได้ ทุกหน่วยงานจะต้องเริ่มทำพร้อมๆ กันทั้งระบบ เช่น กรมเหมืองแร่ กรมโรงงาน การนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ไม่ได้ตั้งเป็นเป้าหมายตัวเลข แต่เห็นว่าควรจะต้องเริ่มให้เร็วที่สุด โดยมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ผู้ประกอบการมีจิตสำนึกที่ดี และประชาชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมให้มากขึ้น
"สิ่งแรกที่อยากเห็นคือ ให้ความเชื่อมั่นของประชาชนกลับมา ประชาชนที่ไม่ไว้วางใจให้มีจำนวนลดลง แน่นอนว่า คนที่มีทัศนคติเป็นลบ คงยากที่จะให้กลายมาเป็นบวก แต่สำหรับบางคนที่มีทัศนคติเป็นศูนย์นั้น น่าจะทำให้กลับมาเป็นบวกได้ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นก็เริ่มมาจากความไม่ไว้วางใจของประชาชน ถ้าไม่แก้ไขในจุดนี้ให้ได้ คนก็จะไม่เชื่อถือ" นายชัยวุฒิกล่าว



