
ถกลงตัวลดหนี้เงินต้นกองทุนฟื้นฟูฯ
คลัง-ธปท.บรรลุข้อตกลง แก้ไขการลงบัญชี พ.ร.บ.เงินตรา เพื่อให้มีกำไร โอนเข้าบัญชีผลประโยชน์มาลดต้นเงินกู้ 1.1 ล้านล้านบาทของกองทุนฟื้นฟูฯ พร้อมออก ก.ม.รับโอนสินทรัพย์ก่อนปิดตัว ส.ค.ปี 56
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ว่าจากหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ข้อตกลงเบื้องต้นใน 2 ประเด็น คือการเดินหน้าแก้ไข พ.ร.บ.เงินตรา เพื่อปรับวิธีการลงบันทึกบัญชี ให้ ธปท.สามารถนำรายได้ที่เกิดขึ้นจริงจากการลงบันทึกตามราคาตลาด แต่ละวันโอนมาเป็นรายได้ในบัญชีผลประโยชน์ เพื่อให้บัญชีดังกล่าวมีรายได้สามารถนำมาทยอยชำระคืนหนี้เงินต้นของกองทุนฟื้นฟู ที่ปัจจุบันมียอดคงค้างถึง 1.1 ล้านล้านบาทได้
ทั้งนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ระบุว่า คลังจะรับผิดชอบภาระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากหนี้ของกองทุนฟื้นฟู ทำให้ในแต่ละปีจะมีภาระต้องจัดสรรงบประมาณ 6 หมื่นล้านบาทในการชำระหนี้ ขณะที่ ธปท.จะรับผิดชอบเงินต้น แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถชำระหนี้ส่วนนี้ได้ เนื่องจากมติ ครม.ระบุว่า เงินที่นำมาชำระหนี้ได้จะต้องมาจากกำไรบัญชีผลประโยชน์ แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีกำไร ดังนั้นหากเป็นการนำกำไรที่เกิดจากการรับรู้จริงมาก่อนได้ ก็จะช่วยให้บัญชีดังกล่าวเปลี่ยนสถานะมามีกำไร
ส่วนข้อตกลงที่เห็นชอบร่วมกันคือ ต้องดำเนินการออกกฎหมายรองรับการปิดตัวของกองทุนฟื้นฟูในเดือนสิงหาคม 2556 เพื่อบริหารจัดการกับสินทรัพย์ที่มีทั้งหมดคือ หุ้นของธนาคารกรุงไทย มูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท รวมถึงสินทรัพย์ในบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพ (แบม) บริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท (แซม) รวมถึงคดีต่างๆ ด้วย
สำหรับข้อกังวลว่าการออกหุ้นกู้ที่ไม่มีดอกเบี้ย (ซีโร่คูปองบอนด์) ให้ ธปท.อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากต้องพิมพ์ธนบัตรออกมาเพิ่มนั้น นายจักรกฤศฏิ์ กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ หากจะต้องออกครั้งเดียวทั้งจำนวน 1.1 ล้านล้านบาท แต่ที่กระทรวงการคลังเสนอไปนั้น จะมีการออกพันธบัตรแบบไม่มีดอกเบี้ย เท่ากับจำนวนที่มีพันธบัตรครบกำหนดเพื่อทดแทนกับพันธบัตรเดิม จึงไม่น่าจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อแต่อย่างใด



