ข่าว

ระวัง !!!ทาง“มังกร”ผ่าน (2)

ระวัง !!!ทาง“มังกร”ผ่าน (2)

11 ก.พ. 2554

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ “เตือนสติ” ถึงการลงทุนของ “จีน” ในโครงการศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ “ไทย-จีน” ย่านบางนา-ตราด ซึ่งจะเป็น “ศูนย์ค้าส่ง” ขนาดยักษ์ที่มีพื้นที่ถึง 2 ล้านตารางเมตร ใช้เงินลงทุนสูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาท

 จากการรุกคืบดังกล่าว ผู้ประกอบการ “ไทย” ทั้งกลุ่มค้าปลีกและส่งขนาดใหญ่ ลงมาถึง “เอสเอ็มอี” เริ่มหวั่นวิตก ว่าอนาคตอันใกล้อาจจะได้รับผลกระทบรุนแรงถึงขั้นต้องเลิกกิจการกันไป อันเนื่องมาจาก “ไทย” มีช่องให้ทาง “มังกร” ผ่าน ซึ่งจะเป็นผลให้สินค้า “จีน” มีโอกาสให้ไหลทะลักเข้ามาตีตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มออกมาคัดค้านต่อต้าน

 พร้อมกล่าวโจมตี รัฐบาลว่ามีทัศนคติที่คับแคบเห็นแก่เม็ดเงินลงทุนของต่างชาติ กลับไม่สนใจว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการน้อย-ใหญ่ในประเทศนับหมื่นราย  เพราะทุกวันนี้ถึงแม้จะมีสินค้า “จีน” วางจำหน่ายอยู่ทั่วไป แต่ก็เป็นการนำเข้าเฉพาะกลุ่มที่ยังก่อให้เกิดการสร้างอาชีพและมีการสร้างรายได้ภายในประเทศกระจายกันหลายชั้น  ซึ่งต่างกับการเปิด ศูนย์ค้าส่งขนาดยักษ์ที่ไม่ช้าหรือเร็วก็จะตัดช่องทางทำมาหากินของบรรดาผู้ประกอบการน้อยใหญ่ในประเทศ อีกทั้งยังอาจจะเป็นการ “ชักศึกเข้าบ้าน” แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นำผู้ประกอบการของ “จีน” ที่เข้มแข็งกว่าเข้ามาทำการค้าแข่งกับผู้ประกอบการ “ไทย” ผู้เป็นเจ้าของประเทศ

 ดังนั้น ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนย่อมไม่อาจละเลยที่จะทำการวิเคราะห์เจาะลึกลงไปในรายละเอียดของนโยบายการลงทุนของ “จีน” โดยจำเป็นที่จะต้องศึกษาผลกระทบในมิติต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และในขณะเดียวกันจะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจต่อสังคม “ไทย” ด้วยว่า ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่ยุคของการตั้ง “กำแพงกีดกันทางการค้า” และไม่ใช่ยุคของการทำการค้าแบบ “ผูกขาด” อีกต่อไปครับ 

 อีกทั้งในโลกแห่งความจริงวันนี้ คือ  “จีน”  ซึ่งเดิมเปรียบเหมือน “มังกรหลับ” ได้ตื่นขึ้นมากลายเป็น “มังกรผงาดฟ้า” ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว  ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน “จีน” ยังเป็นอันดับสองรองจาก “สหรัฐ”  โดยมีขนาดเศรษฐกิจยังทิ้งห่างกันเกือบสองเท่าตัว แต่ก็ได้มีการคาดกันว่า ภายในหนึ่งทศวรรษ นับจากนี้ “จีน” จะก้าวขึ้นมาเทียบชั้นในระดับเดียวกันกับ “อเมริกา"  อีกทั้งยังมีการคาดการณ์อีกว่าภายในไม่เกิน สองทศวรรษ มีความเป็นไปได้ที่ “จีน” จะเริ่มทิ้งห่าง “อเมริกา” ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรมใหม่ๆ ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต 

 นอกจากนั้น ในภาพรวม “ไทย” กับ “จีน” มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมายาวนานกว่า 700 ปี และอาจกล่าวได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านประเภท “ปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้าย” ที่มีดินแดนติดต่อกันเสียอีก ในปี  2553  “ไทย” ส่งออกสินค้าไป “จีน” มูลค่ารวมประมาณ  6  แสนล้านบาท  นำเข้าสินค้าจาก “จีน” เป็นมูลค่ารวมประมาณ  7 แสนล้านบาท ทำให้ขาดดุลการค้าประมาณ 1  แสนล้านบาท พอเปิด ช่องทาง “มังกร” ผ่านนับต่อแต่นี้ไป “ไทย” ก็จะขาดดุลการค้า  “จีน” มากขึ้นเรื่อยๆ  หากมองเชิงลบคือ “ความเสียเปรียบ” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 แต่ใน “วิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ” หาก “ไทย” รู้จักปรับตัว ทั้งภาครัฐและเอกชนมีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจอย่างประสานสอดคล้องและสมดุลกับอภิมหาอำนาจอย่าง “จีน” ใช้ประเทศที่มีฐานประชากรกว่า  1,200 ล้านคนให้เป็นตลาดรองรับสินค้าและบริการตลอดจนการลงทุนของ “ไทย” รวมทั้ง อาศัยนโยบายในการขยายโครงข่ายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของ “จีน” ในภูมิภาค “อาเซียน” และ “เอเชีย” ตลอดจน “ตลาดโลก” ให้เป็นแรงขับที่จะส่งผลในด้านบวกต่อเศรษฐกิจ “ไทย”  พร้อมๆ กับการพัฒนายกระดับคุณภาพสินค้าและบริการของ “ไทย” ให้ตอบสนองทั้งตลาด “จีน”, “อาเซียน” และ “เอเชีย” ตลอดไปจน “ตลาดโลก”  รวมทั้งพยายามรักษา “ความเป็นกลาง”  ไม่โอนเอียงไปทางอภิมหาอำนาจชาติหนึ่งชาติใดจนเกินไป 

 มาเตรียมการรับมือกันในแนวทางเช่นนี้ น่าจะเป็นผลดีกว่ามาคิดคัดค้านต่อต้าน ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าอย่างไรเสียก็มิอาจทานกระแสการรุกคืบเข้ามาของชาติอภิมหาอำนาจอย่าง “จีน” ได้

ภัทรพล เวทยสุภรณ์