
การบริหารปัญหา
ความเปลี่ยนแปลงทางการปกครอง และการบริหารบ้านเมือง ความตื่นตัวในเรื่องสิทธิเสรีภาพของพลเมือง และความสลับซับซ้อนมากขึ้นของสภาพสังคม ได้นำมาซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่าง แปลกแยก และหลากหลาย ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่อาจจะพัฒนาไปสู่ความรุนแรงขึ้นได
สังคมไทยแต่ดั้งเดิมนั้น เป็นสังคมแห่งการปรองดอง อะลุ้มอล่วย และไม่นิยมการแตกหัก จนความรักสงบ และการประนีประนอม ได้กลายเป็นอัตลักษณ์ของคนไทยโดยทั่วไป แต่สังคมก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม และความรู้สึกนึกคิดของผู้คน ดังนั้น ทุกวันนี้จึงมีคำพูดว่าคนไทยก้าวร้าวขึ้น ไม่ยอมกันมากขึ้น และก็ลงท้ายด้วยการใช้ความรุนแรงมากขึ้น
ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ที่คนไทยจะเกิดความตระหนกกับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในสังคมขณะนี้ และหลายคนก็เกิดความหวั่นวิตกว่าความขัดแย้งต่างๆ จะลงเอยในรูปใด จะถึงกับรบราฆ่าฟันกันเองจนเลือดท่วมท้องช้างอย่างที่หมอดูทำนายไว้หรือไม่ หรือว่าจะนำไปสู่การสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน
โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าต่อให้ขัดแย้งกันเพียงไร ยังไงคนไทยก็ยังมีสติ ยังไงคนไทยก็ยังมีปัญญา และยังไงก็คงจะมีความคิด ที่จะไม่นำเหตุการณ์ไปสู่ความรุนแรงถึงจุดที่ทุกคนหวาดกลัว แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เราก็คงจะต้องรู้จักที่จะบริหารปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วย
วิธีการบริหารความขัดแย้งและปัญหาประการแรก ก็คือผู้ที่มีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาต้องก้าวลงจากแท่นเพื่อจะได้มายืนอยู่ที่พื้นในระดับเดียวกับผู้ที่มีปัญหา เราจะเห็นว่าที่ปัญหาหลายเรื่องในเมืองไทยไม่สามารถแก้ไขได้ เป็นเพราะผู้แก้ปัญหาและผู้ที่มีปัญหายืนอยู่คนละจุดหรือคนละระดับกัน จึงยากที่จะสัมผัสหรือมองเห็นปัญหาเรื่องเดียวกันในระนาบเดียวกันได้ การบริหารความขัดแย้งประการที่สอง ค่อนข้างจะยากขึ้น คือการรับฟังปัญหาด้วยจิตใจที่เป็นธรรมและรอบด้าน แล้วชี้แจงข้อเท็จจริงหรือทัศนะของตนด้วยเหตุผลในอาการที่สงบ
ประการสุดท้ายที่ยากที่สุด ก็คือการหาทางออกของปัญหาซึ่งเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย โดยแต่ละฝ่ายอาจจะต้องยอมเสียประโยชน์ของตนลงบ้างก็ตาม
คนไทยเรานั้นขาดประสบการณ์ในการเผชิญกับความเห็นที่แตกต่าง จึงมักจะคิดว่าความคิดหรือสิ่งที่ตนทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด และมองว่าใครก็ตามที่มีความคิดเห็นผิดแผกไปจากตนเป็นคนที่คิดผิดทำผิด และคนไทยก็ไม่นิยมการโต้ตอบหรือแสดงความคิดเห็นของตนอย่างซึ่งหน้า แต่มักจะชอบพูดลับหลังหรือพูดคนละที ซึ่งการทำเช่นนั้นมีแต่ทำให้ความขัดแย้งขยายตัวยิ่งขึ้น
ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือคนไทยชอบกำจัดปัญหาหรือคนที่เป็นตัวปัญหา มากกว่าจะบริหารปัญหาและบริหารความขัดแย้งทั้งๆ ที่การกำจัดปัญหา ไม่ใช่วิธีการในทางที่สร้างสรรค์ หากเป็นเพียงแค่การระงับปัญหาชั่วครู่ชั่วยาม และอาจก่อปัญหาที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมได้ เพราะเมื่อลงมือกำจัดปัญหาได้ครั้งหนึ่งแล้ว ก็มักจะด่วนสรุปเอาเองว่านั่นคือวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับปัญหา แล้วนำวิธีการดังกล่าวมาใช้กับปัญหาและความขัดแย้งทุกเรื่อง ซึ่งคนไทยที่ชอบคิดเช่นนั้น ก็ยังมีอยู่อีกมากในบ้านเมืองทุกวันนี้ และอยู่ในตำแหน่งสูงๆ เสียด้วยซิครับ
บทเรียนจากประวัติศาสตร์ได้สอนไว้หลายครั้งว่า ผู้ปกครองที่ไม่ฟังหรือเพิกเฉยต่อเสียงของประชาชน มักจะมีบทจบที่ไม่ค่อยจะงดงามเท่าไหร่นัก และผู้ปกครองที่นิยมการกำจัดปัญหาหรือความขัดแย้งมากกว่าการรู้จักบริหารปัญหาและความขัดแย้งนั้น ต่อให้เริ่มต้นด้วยเสียงปรบมือต้อนรับขนาดไหนก็มักจะจากไปด้วยเสียงขับไล่ไสส่ง
ผมอยากเห็นคนที่อยู่บนแท่นแสดงความเป็นผู้นำและนักบริหารมืออาชีพ ด้วยการก้าวลงมายืนที่พื้นในระดับเดียวกับคนที่กำลังมีปัญหา และพูดจาทำความเข้าใจกัน แม้อาจจะเห็นว่าปัญหานั้นเป็นเรื่องโหลยโท่ยเพียงไรก็ตาม มากกว่าจะใช้วิธีกำจัดปัญหาเช่นที่แล้วๆ มา



