
สิทธิเด็กในภาวะขัดแย้งด้วยอาวุธ
ตำราพิชัยสงครามได้สอนกันมานานแล้วว่า "การทหารกับการทูต" ต้องกระทำควบคู่กันไป ถ้าการทหารเข้มแข็งแต่การทูตอ่อนแอก็จะตกเป็นฝ่ายปราชัย ดังกรณีการเสียเขาพระวิหารตามคำตัดสินของศาลโลกเมื่อ พ.ศ.2505 ถ้าการทูตเข้มแข็งแต่การทหารกลับอ่อนแอ สุดท้ายย่อมตกเป็นฝ่ายปราช
หลังจากเสียงปืนที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาฝั่ง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เริ่มสงบลง ขณะนี้หน้าที่ในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติก็กลับไปอยู่ในความรับผิดชอบของนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศที่จะต้องชี้แจงให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเข้าใจถึงเหตุปะทะที่เกิดขึ้นว่าจำกัดกรอบอยู่เพียงแค่ "ข้อขัดแย้ง" ไม่ขยายผลไปถึงขั้นเป็น "สงครามเต็มรูปแบบ" รวมทั้งจุดยืนของไทยที่ยืนยันจะแก้ปัญหาพิพาทโดยสันติวิธีผ่านการเจรจาระดับทวิภาคี ซึ่งมีกลไกหลายระดับรองรับอยู่แล้ว ทั้งระดับคณะกรรมการร่วมชายแดนเจบีซี อาร์บีซีและระดับเจซี
จุดยืนดังกล่าวเป็นจุดยืนที่ไทยยึดมั่นมาตลอด เพราะไม่ต้องการให้ปัญหากระทบกระทั่งบริเวณชายแดนถูกดึงไปเป็นปัญหาระหว่างประเทศซึ่งมีแต่จะเปิดช่องให้มหาอำนาจต่างชาติเข้ามาแทรกแซงโดยง่าย สุดท้ายมีแต่จะยิ่งทำให้ปัญหาบานปลายออกไปดังที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศ อย่างไรก็ดี การจะรักษาจุดยืนนี้ไว้ด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อาจไม่สามารถดึงนานาชาติมาเป็นแนวร่วมได้มากนัก เทียบกับกัมพูชาซึ่งใช้วิธี "การทูตไม่หน่ายในการวางอุบาย" โดยเฉพาะพยายามดึงคณะมนตรีความมั่นคงฯ มาเป็นท้าวมาลีวราชว่าความอย่างมีเจตนาแอบแฝงอยู่
เหตุนี้ นอกเหนือจากให้ข้อเท็จจริงทางทหารแล้ว ไทยควรจะให้น้ำหนักมากขึ้นกับการเปิดเผยหลักฐานที่ยืนยันว่ากัมพูชามีเจตนาละเมิดกฎหมายสากลหลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะกรณีจะส่งทหารพร้อมอาวุธไปประจำการอยู่บนปราสาทพระวิหาร ที่สำคัญยังละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติที่ห้ามถล่มเป้าหมายที่เป็นพลเรือน ซึ่งจากหลักฐานต่างๆ ล้วนชี้ชัดว่าบ้านเรือนราษฎรไทยได้กลายเป็นเป้าหมายการทำลาย จนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะประชาชนกว่าหมื่นคนต้องอพยพหนีภัยเพื่อความปลอดภัย
ปัญหาตามมาก็คือเด็กและคนชราหลายพันคนต้องตกเป็นเหยื่อของการปะทะโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่และอย่างไม่มีทางป้องกันตัวเองได้แม้แต่น้อย ดังนั้นแทนที่จะปล่อยให้เลขาธิการสหประชาชาติและองค์การยูเนสโกแสดงความห่วงใยว่าปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นมรดกโลกอาจจะได้รับความเสียหาย นายกษิตอาจจะต้องตอกย้ำถึงความทุกข์ลำเค็ญของเด็กและคนแก่ผู้ตกเป็นเหยื่อที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน รวมถึงสิทธิเด็กในภาวะที่เกิดความขัดแย้ง



