
เดิมพันปชป."ถ้ายุบ-ต้องชนะ"
การลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ที่จะเกิดขึ้นเช้าวันนี้ (11 ก.พ.) เชื่อได้ว่าผ่านฉลุยแน่นอน โดยเฉพาะมาตรา 93-98 ที่เกี่ยวกับจำนวน ส.ส.และระบบเลือกตั้ง ตามสูตร 375+125
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปก็คือ ปฏิทินการเมืองหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หลังจาก "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ลั่นวาจาว่าพร้อมเลือกตั้งช่วงกลางปี
นั่นหมายความว่า หากคาดว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นกลางปี กำหนดการยุบสภาน่าจะต้องอยู่ราวๆ เดือนเมษายน หากยึดตามรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า วันเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นภายใน 45-60 วัน ภายหลังมีการยุบสภา
ก่อนอื่นต้องไล่ลำดับเวลาดูก่อนว่า กำหนดการคร่าวๆ ที่ "อภิสิทธิ์" วางไว้นั้น จะมีเหตุปัจจัยอะไรให้เกิดการสะดุดได้บ้างหรือไม่
ประเด็นแรก...กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
แน่นอนว่า หลังจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านการพิจารณา สิ่งที่ตามมาก็คือ การแก้ไขกฎหมายลูก เพื่อรองรับการจัดการเลือกตั้ง
ประเมินคร่าวๆ ถึงช่วงเวลาในการออกกฎหมายลูก ในขั้นตอนการยกร่างน่าจะใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากจะต้องมีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ เมื่อบวกกับระยะเวลานำเข้าสู่การพิจารณากระทั่งผ่านการพิจารณาของสภา คาดว่าจะใช้เวลาราวๆ 1-2 เดือน
นั่นหมายความว่า กว่าที่กฎหมายจะพร้อมมีผลบังคับใช้น่าจะอยู่ราวๆ ปลายเดือนมีนาคม
ประเด็นที่สอง...กำหนดการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน
ณ นาทีนี้ กำหนดการเบื้องต้นที่ฝ่ายค้านวางไว้คือราวปลายเดือนกุมภาพันธ์-ต้นเดือนมีนาคม
แปลว่า ทันทีที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติเข้าสู่สภา "นายกฯ" ไม่มีสิทธิ์ยุบสภา จนกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเสร็จสิ้น หากมีการยื่นในช่วงกำหนดการดังกล่าวจริง ระยะเวลาที่คาดว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะอยู่ราวๆ กลางเดือนถึงปลายเดือนมีนาคม
ประเด็นที่สาม...สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ
หาก "อภิสิทธิ์" ยังยึดมั่นในบันได 3 ขั้นที่จะนำไปสู่การยุบสภา-เลือกตั้ง สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ก็ไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป
ประเด็นที่สี่...สถานการณ์ความขัดแย้งในบ้านเมือง
ประเมินจากท่าทีของ "อภิสิทธิ์" ก็สะท้อนได้ว่า เขาไม่เห็นว่าประเด็นนี้มีปัญหาที่รุนแรงเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะม็อบพันธมิตรออกมากดดันเรื่องเขาพระวิหาร ไม่มีพลังพอที่จะสร้างความปั่นป่วนได้
ขณะที่ม็อบเสื้อแดงก็ยังอยู่ในอาการสงบ เว้นเสียแต่จะแผลงฤทธิ์ออกมาให้เห็นในช่วงนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ซึ่งก็ต้องประเมินกันอีกครั้งหลังวันที่ 19 กุมภาพันธ์
ฉะนั้นหากจะมองจากเงื่อนไขเพียงเท่านี้ ก็อาจประเมินได้ว่า ไม่มีเหตุปัจจัยอะไรที่จะทำให้กำหนดการยุบสภาและเลือกตั้งสะดุดลงได้
กระนั้นก็ต้องไม่ลืมว่า ในอีกด้าน การที่ฝ่ายกุมอำนาจจะเปิดเกมให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้น คงไม่ใช่เพียงแค่เหตุปัจจัยเพียงแค่นี้
เพราะในทางการเมืองย่อมรู้กันดีว่า ฝ่ายกุมอำนาจรัฐจะยุบสภาก็ต่อเมื่อตัวเองได้เปรียบคู่แข่งทางการเมือง เพราะนั่นหมายถึงมีโอกาสที่จะชนะเลือกตั้งสูง
แต่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้ แค่ "โอกาส" ที่จะชนะอาจไม่พอ
แต่ต้องถึงขั้น "มั่นใจว่าชนะ" ร้อยเปอร์เซ็นต์
ดังนั้น ถามว่า ถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้นช่วงกลางปี ประชาธิปัตย์มั่นใจได้แล้วหรือยังว่าสามารถชนะได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ?
อย่าได้มองข้ามปัจจัยสำคัญอย่างการพิจารณางบประมาณรายจ่ายกลางปีประจำปี 2554 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาวันที่ 16 กุมภาพันธ์นี้ เพราะนั่นจะเป็นอาวุธสำคัญที่จะทำให้การเดินนโยบายหาเสียงต่างๆ เดินหน้าได้อย่างทันท่วงที
โดยเฉพาะการผลักดันให้เป็นไปตามแผนปฏิรูปประเทศไทย 9 ข้อ ที่ประชาธิปัตย์คาดว่าต้องเห็นผลภายใน 6 เดือน ซึ่งจะเป็นต้นทุนให้ประชาธิปัตย์นำไปใช้สู้ศึกเลือกตั้งได้
นอกจากนั้นยังรวมถึงวาระแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการนอกฤดูในช่วงเดือนเมษายน ที่เป็นอีกหนึ่งอาวุธที่สำคัญเช่นเดียวกันในการวางกำลัง จัดสรรทรัพยากรบุคคลลงพื้นที่เลือกตั้ง เพื่อทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องไม่ลืมก็คือ ธรรมชาติทางการเมืองของนักการเมือง ย่อมอยากอยู่ได้ยาวจนหมดวาระ หากไม่เกิดอุบัติเหตุเสียก่อน
และถ้าไม่เกิดเหตุใดๆ ในบ้านเมืองนับจากนี้ หลายฝ่ายก็เชื่อว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์อาจถือโอกาสอยู่ยาว หรืออย่างน้อยๆ ก็อาจไปยุบสภาเอาเดือนสิงหาคมหรือกันยายนก็เป็นได้
เพราะอยู่นานผลประโยชน์ทางการเมืองก็จะเก็บเกี่ยวได้อีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 รวมไปถึงการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี
แต่ของอย่างนี้ไม่มีใครคาดการณ์ได้ล่วงหน้า เพราะบทเรียนจากรัฐบาลประชาธิปัตย์สมัยชวน 2 เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า การอยู่จนหมดวาระไม่สามารถช่วยให้กลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกสมัย
เที่ยวนี้ ถ้า "อภิสิทธิ์" จะคิดใหม่ ก็เป็นเพราะชั่งน้ำหนักแล้วว่า "ถ้ายุบ...ต้องมั่นใจว่าชนะเลือกตั้ง" เท่านั้น !!!
โต๊ะข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น



