
ชี้"ฮุนเซน"เปิดศึกหวังชาติที่3แทรก
นายกฯชี้เป็นไปตามคาดฮุนเซนเปิดศึกหวังชาติที่ 3 แทรกแซง เชื่อปัญหาจบด้วยทวิภาคี แนะฝรั่งเศสช่วยแจงยูเนสโกในปารีสดีกว่าช่วยเคลียร์ อ้างกษิตปูดมหาอำนาจหนุนเขมรแค่การวิเคราะห์ ยันคนในกองทัพไม่ได้ประโยชน์จากการปะทะ
เมื่อเวลา13.15 น.วันที่ 10 ก.พ.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่อาคารรัฐสภา 1 ถึงกรณีที่สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ประกาศไม่ขอเจรจากับทางการไทยในปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นว่า ขณะนี้ถือว่าเราแสดงท่าทีชัดเจนและให้ข้อเท็จจริงกับผู้เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งตนมั่นใจว่าทุกคนที่เข้ามาติดตามเรื่องดังกล่าวคงจะสนับสนุนให้มีการเจรจา ส่วนที่สมเด็จฮุนเซนระบุด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสงครามและจะไม่ยอมเจรจากับฝ่ายไทยอีก ยกเว้นจะมีประเทศที่ 3 เข้ามาไกล่เกลี่ย นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ตรงกับสิ่งที่ตนได้พูดกับนายบัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น)ว่ากัมพูชาต้องการยกระดับเรื่องดังกล่าว ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่ก็มีแรงกดดันที่ต้องการเข้ามาจัดการพื้นที่ และถือเป็นความพยายามของกัมพูชาที่ต้องการให้ประเทศที่ 3 เข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย แต่วันนี้เชื่อว่าเมื่อประเทศต่าง ๆ เห็นข้อเท็จจริงแล้วจะบอกให้เรากลับมาคุยกัน
เมื่อถามว่าสิ่งที่จะทำให้กัมพูชากลับเข้ามาสู่การเจรจาในระดับทวิภาคีคืออะไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่จะทำได้คือประชาคมโลกได้เห็นข้อเท็จจริงทั้งหมดและเห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมีประเทศที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นปัญหาที่ควรจบได้ในระดับทวิภาคี
“การที่กัมพูชาพยาพยายามไปฟ้องคนนั้นคนนี้ทั้งๆที่ความเป็นจริงเราไม่ได้เป็นฝ่ายเข้าไปดำเนินการอะไรก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎคนที่เขาไปฟ้องก็จะบอกเองว่าเรื่องอย่างนี้ต้องจัดการกันเอง เพราะเราอยู่ในอาเซียนด้วยกัน อย่างน้อยที่สุดอาเซียนก็คงจะมีบทบาทให้เราเจรจากันอย่างที่อาเซียนเคยมีบทบาทมาแล้ว ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ส่วนที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวในวงสัมนาว่าอาวุธของกัมพูชามีความเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ นายกรัฐมนตรี เลี่ยงตอบว่า เรามีรูปถ่ายและจะติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่าภาพถ่ายที่กัมพูชาตั้งกองกำลังอยู่บนปราสาทพระวิหารจะเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นการดำเนินการตามเจตนารมย์ของกรรมการมรดกโลก นอกจากนั้นในต้นสัปดาห์หน้านายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายอัษฎา ง ชัยนาม ประธานคณะกรรมาธิการเจบีซี จะเดินทางไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
เมื่อถามย้ำว่าเป็นการแสดงให้เห็นใช่หรือไม่ว่ากัมพูชามีประเทศมหาอำนาจหนุนหลัง นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า นายกษิตไม่ได้พูดถึงเรื่องการหนุนหลัง แต่นายกษิตถูกสอบถามเกี่ยวกับท่าทีของประเทศต่างๆที่อยู่ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จึงบอกว่ามีการรายงาน มีการวิเคราะก์กันบ้างจากเหตุการณ์ทีผ่านมา แต่เราก็จะเดินหน้าทำความเข้าใจกับทุกประเทศ
เมื่อถามว่าในระหว่างการเสวนาตอนหนึ่งนายกษิตได้ระบุว่ามีการพูดกันนระดับนายพลของสองประเทศ โดยมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง นายอภิสิทธิ์ ปฏิเสธว่าไม่ทราบสิ่งที่นักข่าวถาม เมื่อถามย้ำว่านายกษิตระบุว่านายพลของสองประเทศเคยหารือกันแต่รัฐบาลไม่รู้ อีกทั้งระบุว่าในกระทรวงการต่างประเทศเป็นแดนสนธยา ข้อมูลบางเรื่องรัฐมนตรีก็ไม่สามารถเข้าไปดูได้ นายอภิสิทธิ์ หัวเราะก่อนกล่าวว่า ไม่ใช่เช่นนั้น ความหมายคือแนวทางของการจัดการปัญหาเราต้องยอมรับว่าในบางช่วงมีนโยบายที่ไม่ตรงกันทำให้ต้องใช้เวลาชี้แจงพอสมควร
ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีกล้ายืนยันหรือไม่ว่าไม่มีคนในกองทัพหรือผู้ใหญ่ระดับสูงเข้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนทำงานใกล้ชิดกับทุกฝ่ายทั้ง กองทัพ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม ฝ่ายปกครอง พลเรือน เห็นการทำงานทุกอย่างเป็นเอกภาพ และผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะรายงานให้ทราบทุกครั้ง
“อย่างกรณีที่สมเด็จฮุนเซนพยายามให้มีการถอนทหาร ผมก็เชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือและพูดคุยกัน และย้ำว่าการดำเนินการอะไรในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนจะไม่ดำเนินการโดยพลการแต่จะต้องปรึกษาหารือกันเพื่อให้เป็นเอกภาพในการทำงาน เป็นการยืนยันได้ว่าระบบที่เราทำงานอย่นี้ไม่มีใครแอบไปทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงทิศทาง ภาพรวมของรัฐบาล
เมื่อถามว่าปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชาจะกลายเป็นสงครามยืดเยื้ออย่างที่สมเด็จฮุนเซนกล่าวไว้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ที่ประชาคมโลกที่จะทำให้เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และปลดชนวนที่เป็นแรงกดดันและชนวนที่สำคัญที่สุดขณะนี้ก็คือปัญหาเรื่องของมรดกโลก ถ้ายูเนสโกปลดตรงนี้ทั้ง 2 ฝ่ายจะพูดคุยกันได้โดยไม่มีแรงกดดัน และมั่นใจว่าทั้งสองฝ่ายต้องการให้ประชาชนตามแนวชายแดนอยู่อย่างสงบ
ต่อข้อถามว่าแต่กว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกก็เป็นเดือน มิ.ย.จะล่าช้าเกินไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเวลาดังกล่าว คิดว่าวันนี้คณะกรรมการมรดกโลกควรตระหนักถึงปัญหาที่ถูกสร้างขึ้นมาและมีบทบาทในการแก้ไขปัญหานั้น คิดว่าเลขาฯยูเอ็น คงได้พูดคุยกับยูเนสโกไปบ้างแล้วจะใช้วิธีไหนก็ได้เพื่อปลดล็อคในสิ่งที่เกิดขึ้นคือแรงกดดันเกี่ยวกับการเสนอแผนในการบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารที่เราต้องมาถกเถียงกัน
เมื่อถามถึงกรณีที่ฝรั่งเศสเสนอตัวเป็นคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ย นายกรัฐมตรี กล่าวว่า คงยังไม่จำเป็นเพราะทางอาเซียนทำหน้าที่สนับสนุนให้มีการเจรจาอยู่แล้ว และเท่าที่ฟังจากนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ตนมั่นใจว่ายูเอ็นต้องการให้มีการเจรจา เมื่อถามว่าการที่ฝรั่งเศสเสนอตัวเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศมหาอำนาจต้องการเข้ามามีบทบาทในการบริหารพื้นที่โดยรอบประสาทพระวิหารเพื่อหวังผลประโยชน์จนทำให้เกิดปัญหาใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบว่าที่ฝรั่งเศสเสนอตัวมานั้นต้องการมีบทบาทในลักษณไหนอย่างไร ถ้าปรารถนาดีต้องการให้มีการเจรจาระหว่างกันก็ไม่เป็นไร
ผู้สื่อข่าวถามว่าปัญหาที่บานปลายในขณะนี้เป็นเพราะต่างชาติต้องการเข้ามามีบทบาทใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราบอกไปทางยูเอ็นคือให้ทบทวนดูปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น และตนยังเชื่อว่าหลายปัญหาและข้อเท็จจริงที่เรานำเสนอไปน่าจะทำให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจดีขึ้น
เมื่อถามว่ารัฐบาลจะชี้แจงให้ทางฝรั่งเศสเข้าใจหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราทำความเข้าใจกับทุกประเทศอยู่แล้ว และยืนยันว่าเราไม่มีความคิด หรือเจตตนารุกรานใคร แต่จำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย ซึ่งทุกฝ่ายพร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหา
เมื่อถามว่าการที่ฝรั่งเศสออกมาแสดงบทบาทในความเป็นคนกลางก็เพราะต้องการให้ใช้แผนที่ของฝรั่งเศสในการแก้ปัญหา นายอภิสิทธ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เรื่องแผนที่ยังไม่มีประเด็นอะไร และฝรั่งเศสจะมาบอกให้เราทำอะไรได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องของเราที่ต้องแก้ไขปัญหาต่อไป ถ้าฝรั่งเศสอย่างจะช่วยก็ขอให้ไปบอกกับยูเนสโก เพราะตั้งอยู่ที่กรุงปารีส วันนี้ยังมั่นใจว่าอาเซียนและสหประชาชาติที่ขณะนี้แสดงท่าทีสนับสนุนให้มีการเจรจาก็จะเดินหน้าสนับสนุนให้เจรจาต่อไป



