ข่าว

กต.ชี้จุดยืนไทยเจรจาทวิภาคีกับเขมร

กต.ชี้จุดยืนไทยเจรจาทวิภาคีกับเขมร

10 ก.พ. 2554

"กต." ลั่นไทยมีจุดยืนเดิมต้องหารือทวิภาคี แม้ "ฮุน เซน" ลั่นปิดช่องทางนี้ ประกาศมั่นใจข้อมูลหลักฐานที่มีกว่า 200 % จะแจงยูเอ็นเอสซี มั่นใจเกิน 200 เปอร์เซ็นต์ สื่อวิทยุเขมรปลุกกระแสคลั่งชาติอ้างทหารไทยตั้งใจยิงปืนใหญ่ใส่ปราสาทพระวิหาร เรียกชาวเขมรที่ทำ

(10ก.พ.) เมื่อเวลา 13.45 น. นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศของไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข่าวที่ระบุว่า ฝรั่งเศสนั้นเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา รวมทั้งแสดงความพร้อมให้นำแผนที่ซึ่งทางฝรั่งเศสเป็นผู้จัดทำในสมัยก่อนมาคัดลอกเพื่อใช้ศึกษาได้ ว่า เป็นการรายงานคลาดเคลื่อน ทางฝรั่งเศสไม่ได้เสนอตัวเข้ามาเป็นคนกลาง โดยฝรั่งเศสเพียงเสนอว่า ยินดีให้นำแผนที่สยาม-อินโดจีน อายุกว่า 100 ปี ของทางฝรั่งเศสมาสำรวจและศึกษา

 นายธานี ยังระบุด้วยว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมาทางกระทรวงการต่างประเทศของไทยเคยร่วมมือกับฝรั่งเศสมาแล้วหลาย 10 ครั้ง ในแง่ของการส่งตัวแทนเข้าไปศึกษาแผนที่มากมายของทางฝรั่งเศส ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี กรณีนี้ทางกระทรวงอาจต้องเข้าไปศึกษาอีกว่ามีแผนที่ใหม่หรือไม่ มีความถูกต้องแม่นยำและเป็นประโยชน์กับทางการไทยอย่างไร เพราะบางแผนที่ฝรั่งเศสอาจทำเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งต้องนำมาศึกษาเป็นรายกรณีไป อย่างไรก็ตาม ท่าทีดังกล่าวของฝรั่งเศสนั้นเป็นสิ่งที่ดี

 เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงท่าทีของทางการกัมพูชาที่แข็งกร้าวและต้องการยกระดับการเจรจา ไม่ยอมไกล่เกลี่ยกันสองต่อสองกับไทย นายธานี กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาในระดับใดสุดท้ายแล้วก็จะต้องจบลงที่ทวิภาคี ส่วนในระดับอาเซียนก็คงจะสนับสนุนการเจรจาในกรอบทวิภาคี ผ่านการสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวย เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการเดินหน้าเปิดการประชุมคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ครั้งใหม่ ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ และมีกำหนดเริ่มขึ้นในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนก.พ.นี้ นายธานี กล่าวว่า   แน่นอน โดยทางการไทยแสดงความพร้อมแล้ว เพราะเท่าที่หารือการประเทศต่างๆ นั้นเห็นพ้องกันว่า ให้ไทยและกัมพูชาเจรจาแก้ไขกันอย่างสันติวิธี

 ส่วนท่าทีแข้งกร้าวของสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาระบุว่า จะไม่เจรจาทวิภาคีกับไทยอีก และปมความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชามีแนวโน้มจะยืดเยื้อและทวีความรุนแรงกลายเป็นสงครามนั้น นายธานี กล่าวว่า ตนไม่ได้ยินท่านพูดเอง คาดว่า คงเป็นสำนวนที่สมเด็จฮุนเซนใช้ แต่ข้อเท็จจริงจากเหตุรุนแรงดังกล่าวปรากฎชัดเจน ว่า เป็นการปะทะกันตามชายแดน ไม่ใช่สงครามแน่นอน ส่วนกรณีการพบกันนอกรอบที่ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริการะหว่างนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยกับนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา นั้นกำลังอยู่ระหว่างการประสาน

 เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หากกัมพูชาไม่ยอมเจรจาทวิภาคีกับไทย การเจรจาในส่วนของไทยจะเดินหน้าได้หรือไม่ นายธานี ระบุว่า ทั้งหมดต้องดำเนินการโดยเห็นพ้องต้องกันทั้งสองฝ่าย เพราะประชาคมโลกต้องการให้สองชาติหันหน้าเข้าเจรจากัน โดยฝ่ายไทยนั้นมีการประสานงานกับกัมพูชาอยู่ตลอดเวลา ส่วนต่อกรณีความเป็นไปได้ของการยอมให้มีคนกลางเข้ามาแทรกแซงนั้น นายธานี ตอบว่า ยังไม่จำเป็น เนื่องจากจะทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น

 สำหรับการจะเข้ามาสำรวจปราสาทพระวิหารขององค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ทางคณะของนายอัษฎา ชัยนาม ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดน ร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชาฝ่ายไทย จะเดินทางไปพบกับผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโก เพื่อตอกย้ำท่าทีของไทย ซึ่งมองว่า ไม่เหมาะสม เนื่องจากสถานการณ์ยังตรึงเครียดและจะทำให้ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม การจะเข้ามายังพื้นที่ปราสาทพระวิหารนั้นยูเนสโกจำเป็นต้องขออนุญาตทางการไทยด้วย เพราะ ต้องเดินทางผ่านพื้นที่ของไทย

 ด้านการกระแสข่าวที่ระบุว่า มีการเสริมกำลังทหารนั้น นายธานี กล่าวว่า เท่าที่ตนทราบจากฝ่ายทหารนั้นเป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังเท่านั้น ส่วนการเจรจาในระดับผู้นำประเทศระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับกัมพูชานั้นในชั้นนี้จะเป็นการหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศก่อน ซึ่งจะมีความชัดเจนขึ้นในวันที่ 14 ก.พ.นี้ ซึ่งนายกษิตจะเดินทางไปให้ข้อมูลกับทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอสซี อย่างไรก็ตาม นายธานียังกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศมีความพร้อมในข้อมูลหลักฐาน เอกสารที่จะนำไปให้ข้อมูลยูเอ็นเอสซี โดยมั่นใจมากกว่า 200 เปอร์เซ็นต์ในการชี้แจงครั้งนี้

สื่อวิทยุเขมรปลุกกระแสคลั่งชาติเรียกคนกลับ

 ที่บริเวณด่านพรมแดนอรัญประเทศ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จนท.ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ยังคงเปิดด่านพรมแดนฯตามปกติโดยมีพ่อค้า แม่ค้าและกรรมกรชาวเขมรจำนวนมากเดินทางเข้ามาค้าขายและทำงานรับจ้างในตลาดโรงเกลือ ทำให้บรรยากาศบริเวณหน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ เริ่มกลับมาคึกคักเหมือนปกติอีกครั้ง โดยเฉพาะตลาดโรงเกลือ ร้านค้าขายเปิดทำการค้าหมดแล้ว 100 %

 ส่วนบรรยากาศในตลาดปอยเปต อ.โอวจโรว จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ยังคงมีชาวเขมรจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนทั้ง สองประเทศ โดยเฉพาะสื่อวิทยุท้องถิ่นของกัมพูชาที่ ดีเจ พยายามพูดปลุกกระแสรักชาติให้ชาวเขมรเกิดความไม่พอใจประเทศไทย ซึ่งทำให้ชาวเขมรโดยเฉพาะพ่อค้า แม่ค้า ที่มาทำการค้าในประเทศไทยเกิดความหวากวิตกเกรงว่าปัญหาจะบานปลายจนเกิดการสู้รบระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาอีกครั้ง

 นางเซเยือน ทม อายุ 41 ปี แม่ค้าจำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ดชาวเขมรในฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา ซึ่งเดินทางเข้ามาซื้อสินค้าในตลาดโรงเกลือ ไปขายในฝั่งกัมพูชา เผยว่าขณะนี้ชาวเขมรปอยเปต โดยเฉพาะพ่อค้า แม่ค้า เริ่มไม่สบายใจและมีความหวาดกลัว โดยบอกว่าเมื่อตอนเช้าวันนี้สถานีวิทยุท้องถิ่นของกัมพูชา รับฟังได้ในตลาดปอยเปต ดีเจ ได้รายงานข่าวความเคลื่อนไหวการสู้รบระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา ทางด้านพระวิหาร และได้พูดว่าทหารไทยตั้งใจใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มใส่ตัวปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นมรดกโลกของชาวกัมพูชา จนเกิดความเสียหาย

 โดยอ้างว่าทหารไทยต้องการจะยึดปราสาทพระวิหารแต่ถูกทหารกัมพูชาขัดขวางจึงเกิดยิงปะทะกัน นอกจากนี้ ดีเจ วิทยุ ยังได้พูดเชิญชวนพี่น้องชาวกัมพูชาที่เข้าไปทำงานในประเทศไทยเดินทางกลับประเทศกัมพูชา เพื่อมาต่อสู้และปกป้องปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นมรดกโลกของชาวกัมพูชาไม่ให้ตกไปเป็นของประเทศไทย นางเซเยือน ทม เผยอีกว่าจากคำพูดดังกล่าวของ ดีเจ วิทยุทำให้ชาวเขมรเกิดกระแสรักชาติมีการพูดเชิญชวนปากต่อปากให้ชาวเขมรในไทยกลับมาต่อสู้รักษาปราสาทพระวิหารไม่ให้ตกเป็นของไทย ซึ่งกระแสคลั่งชาติดังกล่าวทำให้ชาวเขมรที่ค้าขายอยู่ในตลาดโรงเกลือ ฝั่งไทยเกิดความวิตกกังวลและกลัวว่าเหตุการณ์จะลุกลามเหมือนครั้งเผาสถานฑูตไทยในกรุงพนมเปญ

 ส่วนทางด้าน หนังสือพิมพ์เดิมอัมปรึล(น.ส.พ.ต้นมะขาม) ในเว็บไซต์ เดิมอัมปรึลออนไลน์ ได้ประโคมข่าวโดยอ้างว่าจากแหล่งข่าวนายทหารระดับสูงซึ่งคุมกำลังทหารกัมพูชาอยู่บริเวณปราสาทพระวิหาร ว่าทหารไทยได้เสริมกำลังและกองทัพรถถังขนานใหญ่มาประชิดชายแดนพระวิหาร และประเทศไทยได้อพยพประชาชนบริเวณชายแดนปราสาทพระวิหารห่างออกไปถึง 100 กม.เพื่อเป็นการเตรียมที่จะถล่มกัมพูชาครั้งใหญ่อีกระรอก แต่กองทัพกัมพูชาก็ได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว และได้มีการอพยพชาวกัมพูชาบริเวณชายแดนออกไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว น.ส.พ.เดิมอัมปรึล ยังอ้างอีกว่าสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้สั่งการให้ จนท.และทหารชายแดนดูแลผู้อพยพชาวเขมรให้ดีที่สุดด้วย

 นอกจากนี้ น.ส.พ.เดิมอัมปรึล ยังอ้างว่าได้มีชาวเขมรจากหมู่บ้านศิลาแขร์ ต.โอเบยเจือน อ.โอวโจรว จ.บันเตียเมียนเจยซึ่งเดินทางเข้าไปเป็นกรรมกรรับจ้างตัดอ้อยและถอนมันสำปะหลัง ในประเทศไทย จำนวน 70 คนได้เดินทางอพยพกลับประเทศกัมพูชาแล้ว เชื่อชาวเขมรที่เดินทางกลับประเทศเห็นความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในฝั่งไทยจึงรีบเดินทางกลับเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์บางอย่างที่อาจเกิดขึ้น