
มาร์คแจงไม่กระหายสงครามกับเขมร
สภาเปิดอภิปรายปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นาน 8 ชั่วโมง "กษิต" แจงช่วยเหลือชาวบ้านเต็มที่ นายกฯ ยันไม่กระหายสงคราม-อ่อนแอ ฟันธง ฮุน เซน ต้องการเคลียร์พื้นที่ก่อนประชุมกรรมการมรดกโลกเดือนมิ.ย. พร้อมต้องการบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ศูนย์อพยพร.ร.บ้
(9ก.พ.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายชัย ชิดชอบ ประธาานสภา เปิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 8 ชั่วโมงครึ่ง ก็ปิดอภิปรายและให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องชี้แจง โดยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย และนายอิสสระ สมชัย รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ชี้แจงถึงการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่มีการปะทะกับทหารกัมพูชา โดยย้ำเหมือนกันว่าได้ส่งเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างเต็มที่ นายอิสสระ กล่าวว่า ในวันที่ 10 ก.พ. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯ จะเสด็จเยี่ยมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ นอกจากนั้นวันที่ 28 ก.พ. กระทรวงพัฒนาสังคมฯ จะจัดคาราวานสิ่งของอุปโภคบริโภคพร้อมเงินบริจาคไปมอบให้กับประชาชนในพื้นที่ด้วย
ด้านนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงว่าการแก้ไขปัญหากระทรวงการต่างประเทศได้ทำอย่างต่อเนื่อง โดยวันที่ 10 ก.พ. นายอัษฎาง ชัยนาม ประธานเจบีซีจะเดินทางไปสมทบ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กรุงปารีส เพื่อพบคณะกรรมการมรดกโลก วันที่ 14 ก.พ.นี้ ตนจะเดินทางไปพบคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น รวมถึงที่ผ่านมาประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือประเทศกัมพูชาด้านต่างๆ เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีกับประชากรกัมพูชา และวันที่ 28 ก.พ. จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมเจบีซี ในประเทศ
“ส่วนประเด็นที่มีสมาชิกสภาฯ ระบุว่า ผมเคยร่วมขบวนการกับม็อบพันธมิตรฯ ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ยอมรับว่าต้องการต่อต้านระบบปกครองที่ทุจริต แต่ช่วงนี้มีความเห็นต่างเรื่องความคิดและนโยบาย จึงถูกวิจารณ์หยาบบ้าง ไม่หยาบบ้าง นั่นก็เป็นสิทธิเสรีภาพ และการใช้ถ้อยคำเป็นเรื่องมารยาท การชุมนุมก็เป็นเรื่องของความสมัครใจไม่ใช่มือมือรับจ้างใครมา” นายกษิต กล่าว
“นายกฯ”ฟันธง“ฮุนเซน”ต้องการเคลียร์พื้นที่
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ชี้แจงว่าขณะนี้ต้องยอมรับว่ามีคนวิจารณ์การทำหน้าที่ของตนต่อกรณีดังกล่าว ทั้งกระหายสงคราม หรือเป็นผู้นำอ่อนแอ ไม่คิดสู้ ตนยืนยันว่าไม่ได้เป็นทั้ง 2 แบบ เพราะขณะนี้รัฐบาลพยายามใช้กลไกที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหา อาทิ การต่อสายคุยกับนายบัน คีมุน เลขาธิการยูเอ็น พร้อมระบุว่าหากจะคลายชนวนปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาได้ ก็ต้องแขวนและพักการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไว้ก่อน แล้วปล่อยให้ทั้ง 2 ประเทศใช้กลไกของเอ็มโอยู 43 และ เจบีซีแก้ไข ซึ่งนายบัน คีมุนก็รับปากว่าจะไปคุยกับยูเนสโก
นายกฯ ย้ำอีกว่า การปะทะที่เกิดขึ้นนั้นฟันธงได้อย่างเดียวคือเรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกโลก และสมเด็จฮุน เซน ต้องการเข้าไปบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร หลังจากเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบในการประชุมกรรมการมรดกโลกเดือนมิ.ย. ดังนั้นการสร้างเหตุเพื่อเคลียร์พื้นที่ ซึ่งสิ่งที่พิสูจน์คือ เมื่อปลายปี 2553 ตนได้พบสมเด็จฮุน เซน 4 ครั้ง ซึ่งสิ่งที่สมเด็จฮุน เซนต้องการอย่างเดียวคือ พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และพยายามย้ำคืออยากให้พื้นที่กลับมาเป็นเหมือนอย่างก่อนเดือนกรกฎาคม 2551 ซึ่งตนได้ย้ำว่าเป็นไปไม่ได้ หากจะให้กลับคืนเหมือนเดิมต้องให้พื้นที่กลับไปเมื่อปี 2543 ดังนั้นสมเด็จฮุน เซน จึงพยายามเคลียร์พื้นที่และต้องการให้นำทหารออกจากพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งตนยืนยันว่าไม่สามารถทำได้
“การปะทะตามแนวชายแดนครั้งนี้ไม่ได้เกิดเป็นครั้งแรก เพราะเมื่อเดือนตุลาคม 2551 ตอนที่ผมไปร่วมงานศพพลทหารที่ จ.ศรีสะเกษ มีเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ขณะนั้นผมไม่โทษว่านายกฯ หรือ รมว.ต่างประเทศขณะนั้นนำไปสู่การปะทะ หรือเกิดความสูญเสีย และเช่นเดียวกับเดือนเมษายนปี 2552 ก็เกิดปะทะอีก” นายกฯ ชี้แจง
ศูนย์อพยพร.ร.บ้านขะยูงศรีสะเกษวอนช่วยเหลือ
จากสถานการณ์ของการปะทะกันของทหารไทยกับทหารกัมพูชาด้านเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ทำให้ประชาชนที่มีบ้านเรือนอาศัยอยู่บริเวณแนวชายแดนไทยกัมพูชา โดยเฉพาะบ้านแซรไปร หมู่ที่ 4 บ้านแซรไปรใต้ หมู่ 8 บ้านนาตำบล หมู่ที่ 1 ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ กว่า 1,500 คน ต้องอพยพไปอาศัยอยู่ที่โรงเรียนบ้านขะยูงโนนเจริญศึกษา อ.ภูสิงห์ ขณะนี้เริ่มเกิดการขาดแคลนสิ่งของอุปโภค บริโภค อาทิ ยารักษาโรค น้ำดื่มสะอาดไม่เพียงพอ และทางศูนย์อพยพชั่วคราวได้ประกาศขอบริจาคข้าวสารอาหารแห้ง น้ำดื่ม เวชภัณฑ์ยา ผ้าห่มกันหนาว เพื่อที่จะนำมาดูแลผู้เดือดร้อนแล้ว



