
"อยากกลับบ้าน"เสียงผู้อพยพชายแดน
หนึ่งสัปดาห์เต็มกับการใช้ชีวิตในฐานะผู้อพยพของผู้ประสบภัยจากการปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ต้องหอบเสื่อ จูงลูกหลานหนีตายมาพักอยู่ในอาคารที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นอกจากสภาพรูปลักษณ์ภายนอกที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า คุณภาพชีวิตแย่ลง สีหน้า
จากแวดวงสนทนาในวันแรกๆ ที่ต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลายคนใช้โทรศัพท์บอกเล่าระบายเรื่องราวให้ญาติที่อยู่ทางไกลทราบด้วยเสียงตื่นตระหนก น้ำตาแห่งความหวาดกลัวสูญเสียระคนกันไปหมด แต่ในวันนี้แทบจะไม่มีน้ำตาให้เห็น มีเพียงบรรยากาศซึมๆ เศร้าๆ ด้วยความคิดถึงบ้านเท่านั้น
คนกว่า 2,000 คน ที่มาอาศัยอยู่ในบริเวณหอประชุม และอีกไม่น้อยกว่า 5,000 คน ที่เต็นท์ในสนามหญ้าด้านนอก กับอาหารการกินที่มีข้าวกล่องมาแจกมื้อละ 2-3 พันกล่อง จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนราชการได้แก้ปัญหาด้วยการจัดห้องครัวเคลื่อนที่ รวมทั้งมีคนมาช่วยตั้งโรงทาน เพื่อให้ทุกคนอิ่มท้อง
แต่ชีวิตวันนี้ ที่เช้าข้าวกะเพรา บ่ายข้าวผัด เย็นข้าวราดแกง หมุนเวียนอยู่อย่างนี้มาตลอดทั้งสัปดาห์ วันๆ ได้แต่นั่งๆ นอนๆ ไม่รู้จะทำอะไร ห่วงวัวควาย ห่วงทรัพย์สิน ห่วงสวนยาง เหล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้พวกเขาโหยหาอยากกลับบ้านมากขึ้น...
"ชีวิตหนีภัยลำบากมาก หากภายใน 1-2 วันนี้ไม่มีการยิงกันอีก ก็คงจะกลับไปอยู่ที่บ้าน ไม่อยากมีชีวิตอย่างนี้อีกแล้ว ลำบากมาก ทั้งการกินการนอนการอยู่ ถึงแม้การกลับไปอยู่บ้านจะเสี่ยงถูกยิงถูกระเบิด ก็คงต้องถือเป็นเวรเป็นกรรม แต่ขอเลือกกลับไปดูแลทรัพย์สิน ไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมดีกว่า ถ้ามีเหตุปะทะหนักอีกค่อยว่ากัน" นางบุ พันธุ์พูน หญิงชราวัย 87 ปี ผู้อพยพชาว ต.ภูผาหมอก อ.กันทรลักษ์ กล่าว
นางบุ เล่าว่า หลังจากหนีภัยมาอยู่ในศูนย์อพยพ ได้แต่เฝ้าติดตามการรายงานสถานการณ์ตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา เพื่อรอวันที่สถานการณ์สงบและรอให้ทางการประกาศให้กลับบ้าน แต่วันนั้นก็ไม่มาถึงสักที เมื่อไม่มีอะไรคืบหน้า ไม่มีทีท่าว่าเหตุปะทะจะสิ้นสุดลงหรือไม่ ทำให้ทุกคนเริ่มเครียด ทั้งห่วงชีวิตและทรัพย์สิน แต่ที่สำคัญคือ การกินอยู่ในศูนย์อพยพไม่สะดวกสบายเลย ไม่ใช่ว่านอนไม่หลับ แต่ไม่ได้หลับได้นอน เพราะมีคนขับรถเข้าออกทั้งคืน
"ห้องน้ำห้องท่าก็ไม่พอใช้ เริ่มสกปรกมากขึ้น คนเข้าออกทั้งวันทั้งคืน เปียกแฉะส่งกลิ่นเหม็น เวลานอนก็ได้กลิ่นโชยมา ทั้งเสียงรถ เสียงคน กลิ่นห้องน้ำ ทำให้นอนไม่หลับ จนร่างกายเริ่มป่วย" นางบุกล่าว
ด้านชายฉกรรจ์อย่าง นายเหรียญ ชัยขันตรี วัย 49 ปี ชาวบ้านภูมิซรอล หมู่ 13 ที่แม้จะย้ายเข้ามาในเหตุปะทะเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เพิ่งอยู่ศูนย์อพยพได้ 5 วัน เขาบอกว่าร่างกายยังคงแข็งแรงดี แต่ก็ยอมรับว่า ขณะนี้สภาพจิตใจย่ำแย่ลงมาก ห่วงไปหมดทุกอย่าง ที่สำคัญกังวลถึงอนาคตต่อจากนี้ว่า ชีวิตจะดำเนินไปอย่างไร หากเหตุปะทะสงบลง กลับเข้าบ้านจะเอาเงินไหนใช้ จะเริ่มต้นทำมาหากินอย่างไร
"คนหลั่งไหลเข้ามาอาศัยอยู่ด้วยกันจำนวนมาก ทำให้มีปัญหาเรื่องที่หลับที่นอนคับแคบ อาหารการกินไม่พอ ห้องน้ำก็ไม่สะดวกสบาย หลายคนเริ่มมีความเครียดอย่างเห็นได้ชัด หงุดหงิดที่ไม่สบายเนื้อสบายตัว จนเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยก็มี ซึ่งได้แต่รู้สึกเห็นใจ บอกตัวเองว่า ต้องทำใจให้ได้ เพื่อรอวันสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ค่อยขนของกลับบ้านดีกว่าจะไปเสี่ยงชีวิตกับกระสุนปืน อยากให้ผู้ใหญ่รับรู้ถึงความลำบากของประชาชนผู้ประสบภัย จะทำอะไรก็รีบทำ ทุกคนลำบากมาก มีความเครียดสะสมและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้านานไปเด็กเล็กกับคนชราคงแย่แน่" นายเหรียญกล่าว
ขณะที่ นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ บอกว่า รู้ดีว่าผู้อพยพได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เป็นห่วงทรัพย์สินที่อยู่ทางบ้าน และเริ่มจะเกิดความเครียดมากขึ้น เพราะสถานการณ์ยังอึมครึมอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ได้ประสานไปยังแพทย์ด้านจิตวิทยาเข้ามาดูแลผู้ประสบภัยในพื้นที่ นอกจากนี้ยังกลัวว่าชาวบ้านจะขาดขวัญกำลังใจ จึงสั่งการให้ฝ่ายปกครองทุกนายมาใช้ชีวิตกินอยู่ด้วยกันกับประชาชนในที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าเรามีความห่วงใย พร้อมช่วยเหลือและสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ส่วนเรื่องความลำบาก ทั้งน้ำกิน น้ำใช้ และห้องน้ำไม่เพียงพอ ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปแก้ไขปัญหาให้แล้ว...
สมโภชน์ สมบัติ



