
หนุนชาวสวนปลูกยางแทนมะม่วงซีพีฟันธงผลตอบแทนสูง-นำร่องพื้นที่1พันไร่
เครือซีพีฉวยจังหวะยางแพง หนุนชาวสวนปลูกยางแทนมะม่วง นำร่องก่อน 1,000 ไร่ ในพื้นที่กำแพงเพชร-ราชบุรี-ชลบุรี ใช้เงินลงทุน 1.5 หมื่นบาทต่อไร่ เชื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่าหลายเท่า พร้อมตั้งโรงงานยางแท่งในภาคเหนือและอีสาน 5 แห่งรองรับ
นายมนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคายางที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มพืชฯ จึงมีแผนสนับสนุนให้เกษตรกรที่ทำสัญญา หรือ คอนแทรค ฟาร์มมิ่ง สวนมะม่วงสายพันธุ์มันเดือนเก้า และโชคอนันต์ ที่ได้ราคาต่ำ รวมประมาณ 1,000 ไร่ จากทั้งสิ้น 3,000 ไร่ ในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร ราชบุรี และชลบุรี ให้หันมาปลูกยางแทน โดยในปีแรกจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1.5 หมื่นบาทต่อไร่
"ในช่วงที่ยางยังไม่โตก็หารายได้จากการปลูกพืชอื่นตามร่องสวนยางไปก่อน แต่เมื่อต้นยางเติบโตได้ดี จะให้ผลตอบแทนสูงมากกว่าหลายเท่า" นายมนตรีกล่าว และว่า ในปีนี้ในส่วนธุรกิจยางพารามีการตั้งเป้าที่จะผลิตกล้ายางคุณภาพรวม JVP80 รวม 6 แสนต้น เพิ่มขึ้น 30% ซึ่งขณะนี้มียอดสั่งจองเข้ามากว่า 70% แล้ว ในราคาต้นละ 80 บาท แม้ราคาสูงกว่าพันธุ์ยางทั่วไป แต่คุณสมบัติโตเร็วและให้น้ำยางมากกว่า 2 เท่า
นอกจากนี้ กลุ่มพืชฯ ยังมีเป้าหมายที่จะตั้งโรงงานยางแท่งในเขตภาคเหนือ และภาคอีสาน รวม 5 แห่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาพื้นที่ โครงสร้างและรูปแบบโรงงานที่เหมาะสม คาดว่าแห่งแรกจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในปีนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อรองรับผลผลิตจากโครงการยางพารา 1 ล้านไร่ ส่วนเครื่องกรีดยางพารา ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบเพื่อใช้เป็นต้นแบบ คาดว่าจะสามารถสรุปผลได้ในเร็วๆ นี้
ส่วนโครงการขยายพื้นที่ปลูกยาง 8 แสนไร่ของภาครัฐ หากนโยบายและเงื่อนไขโครงการสอดคล้องกับการดำเนินงานของบริษัท กลุ่มพืชฯ พร้อมจะเข้าร่วม โดยใช้ระบบการผลิตที่มีมาตรฐานสูง ผลิตต้นกล้าตามหลักวิชาการเหมือนกับโครงการยาง 1 ล้านไร่ ขณะนี้เกษตรกรผู้เพาะพันธุ์กล้ายาง สายพันธุ์ IRR600 ได้ปรับราคาสูงขึ้นเป็น 19-20 บาท จากราคากลาง 18 บาท ซึ่งกลุ่มต้องขอศึกษารายละเอียดเงื่อนไขต่างๆ ของโครงการอีกครั้ง ก่อนร่วมผลิตป้อนให้แก่โครงการ
ขณะที่ธุรกิจปาล์มน้ำมัน ในปีนี้จะเน้นการให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีการผลิต การบริหารจัดการสวนปาล์มที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ควบคู่ไปกับส่งเสริมให้เกษตรกรติดตั้งระบบน้ำหยดในสวนปาล์ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมแผนตั้งโรงสกัดน้ำมันปาล์มแบบไม่ใช้ไอน้ำขนาด 5 ตันต่อชั่วโมง จำนวน 1 โรง ให้แก่วิสาหกิจชุมชนต่างๆ และยังมีการเปิดตัวพันธุ์ปาล์มลูกผสมพันธุ์ใหม่ ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 6 ตันต่อไร่ กะลาบาง เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกรอีกด้วย
"ในปีนี้กลุ่มพืชฯ มีเป้าหมายจะปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อรองรับการแข่งขันของสินค้าเกษตรและการเติบโตของพืชพลังงานที่มีศักยภาพ โดยมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเครื่องจักรกลเกษตรที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในกระบวนการผลิต" นายมนตรีกล่าว



