
กีฬาอาชีพของใคร ?
กีฬาอาชีพในประเทศไทยมีมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาชกมวยทั้งแบบไทยและสากล เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมแพร่หลายมาก เป็นแหล่งหารายได้ของบรรดาวัยรุ่นต่างจังหวัดจำนวนมาก คนที่มีความสามารถมากก็ไต่เต้าขึ้นไปชกในเวทีมาตรฐานระดับประเทศต่อไป
ด้านมวยสากลนั้นประเทศไทยเคยเป็นมหาอำนาจของโลก ตำแหน่งแชมเปี้ยนระดับโลกของสถาบันหลักๆ ล้วนเคยตกเป็นของนักชกมวยชาวไทยมาแล้วทั้งสิ้น นับตั้งแต่ยุคของ จำเริญ ทรงกิตรัตน์ เจ้าของฉายาไอ้จิ้งเหลนไฟ ที่แม้จะไม่เคยคว้าตำแหน่งแชมป์โลกมาได้ แต่ก็ถือว่าเป็นตัวจุดประกายให้เกิดขึ้นกับนักมวยสากลของไทยเป็นอย่างดี
ยุคสมัยที่มวยสากลอาชีพของไทยรุ่งเรืองนั้น เวลาที่มีการจัดการแข่งขันในประเทศไทยแต่ละครั้ง แม้บัตรที่เข้าชมจะจำหน่ายในราคาสูงลิบลิ่วเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ แต่ก็สามารถจำหน่ายหมดลงไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว พอถึงเวลาชกแต่ละครั้งท้องถนนจะโล่งไม่มีรถวิ่งไปมา เพราะผู้คนต่างนั่งเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์เพื่อชมการถ่ายทอด
ต่างจากสมัยนี้ที่มีนักมวยขึ้นชกชิงแชมป์ต่างๆ เกือบทุกสัปดาห์ และไม่ว่าจะเป็นการชกชิงตำแหน่งของสถาบันระดับโลกใดๆ ก็ตาม ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศเดียวในโลก ที่ต้องไปเกณฑ์ผู้คนให้มาชมกันฟรีๆ
เพราะผู้จัดการแข่งขันชกมวยมีรายได้จากประธานจัดงาน ซึ่งส่วนใหญ่หรือทั้งหมดคือนักการเมืองทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ รายรับจากค่าโฆษณาในการถ่ายทอดสดออกโทรทัศน์ คือรายได้ที่เอาไปจุนเจือค่าเวลาสำหรับการถ่ายทอดเป็นหลัก เอ่ยชื่อนักมวยที่เป็นแชมป์ระดับโลกในปัจจุบันแต่ละคนขึ้นมา หาคนไทยรู้จักได้น้อยลงทุกวัน
เช่นเดียวกันกับกีฬาฟุตบอลอาชีพในประเทศไทย ซึ่งกำลังถูกกล่าวขานถึงว่าได้รับความนิยมแพร่หลายขึ้น มีคนเข้าไปชมการแข่งขันในแต่ละนัดมากขึ้น มีการลงทุนแต่ละทีมนับสิบนับร้อยล้านบาทต่อปี ทำให้คนที่เกี่ยวข้องถึงกับฝันหวานว่า นี่คือช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ของวงการฟุตบอลไทย
แต่หากมองลึกเข้าไปถึงผู้ที่เข้ามาชี้ชะตาทีมฟุตบอลแต่ละทีมจะพบว่า ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองเกือบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทีมระดับพรีเมียร์ลีกหรือทีมระดับดีวิชั่นต่างๆ ก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมที่มีต้นสังกัดเป็นชื่อจังหวัดทั้งหลาย
การก้าวเข้ามาค้ำจุนกีฬาฟุตบอลของบรรดานักการเมืองไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ แต่สิ่งที่น่ารังเกียจคือการก้าวเข้ามาพร้อมกับการหวังผลทางการเมือง มีการบีบบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้รัฐวิสาหกิจที่ตนเองหรือพรรคพวกดูแลอยู่ ควักกระเป๋าเอางบประมาณมาสนับสนุนทีม
หากนักการเมืองผู้นั้นหลุดออกจากตำแหน่งทางการเมืองไป โอกาสที่ทีมฟุตบอลนั้นๆ จะตกต่ำลงเพราะไม่มีเงินมาสนับสนุนก็เป็นไปได้สูง หรือยิ่งหากนักการเมืองคิดเอาว่าทีมฟุตบอลนั้นเป็นสมบัติของตนเองที่ตนเองหาเงินมาอุดหนุน หากมีอะไรที่ไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจขึ้นมา ก็จะพาลลำเลิกบุญคุณหรือทิ้งขว้างทีมไปเฉยๆ ดังเช่นที่เป็นข่าวเสมอมา
กีฬาอาชีพในบ้านเราจึงอยู่ในภาวะของธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เพราะคนที่มีอำนาจกุมชะตากรรมของทีมไม่ได้บริหารจัดการด้วยเงินส่วนตัว หรือไม่ได้ก้าวขึ้นมาบริหารเพราะได้รับฉันทานุมัติจากผู้บริหาร หรือศรัทธาจากแฟนของทีมอย่างแท้จริง การเติบโตของกีฬาอาชีพในประเทศไทยจึงเป็นการเติบโตด้วยยาโด๊ปของนักการเมือง ที่ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับกีฬาอาชีพในประเทศอื่นบนโลกนี้ได้แม้แต่ประเทศเดียวครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



