
เขียนเรื่องข้อพิพาทดินแดนอีกครั้ง
ข้อพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ไม่ใช่เรื่องที่จะหันหน้าหนีกันได้อีกต่อไป และผมคิดว่าเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแค่ว่าจะเอาสงคราม หรือไม่เอาสงครามอีกต่อไป
แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจอย่างละเอียดอ่อนต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
ยอมรับกันว่าเรื่องอะไรที่เราไม่อยากลงไปยุ่งด้วย เพราะเป็นเรื่องของ "กับดักทางความคิด"
ในความหมายว่า การเผชิญหน้ากันที่ดำเนินอยู่นั้น เป็นการเผชิญหน้ากันที่ผลักให้แต่ละคนยืนอยู่ในโลกของการเลือกที่เราอาจจะยังไม่เต็มใจนัก อาทิ ต้องรบ หรือไม่มีความกล้าหาญ ต้องทวงคืนดินแดน หรือคุณคือคนขายชาติ ไปยอมเขาทำไม
การต่อสู้เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการกำหนดให้อีกฝ่ายหนึ่งดิ้นไม่ออกแบบนี้เป็นเรื่องที่อันตราย
และที่สำคัญนั้น ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "สงคราม" แบบง่ายๆ แบบที่เราถูกกรอกหูทุกวันผ่านการสร้างชาติที่เต็มไปด้วยเลือดแบบที่เราคิดเราเชื่อ
ตรงกันข้าม ในการสงครามนั้น ย่อมจะต้องมีเกมการเมืองระหว่างประเทศเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และแทบจะเรียกได้ว่า นับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา เราจะพบว่าการสงครามนั้นเกี่ยวเนื่องกับเกมการต่อสู้ของการเมืองระหว่างประเทศมิได้น้อยไปกว่าเรื่องของศักยภาพการรบของสองประเทศ
นอกจากนี้แล้ว ผมอยากจะเรียนย้ำดังที่เคยเขียนไปแล้วหลายครั้งว่า กรอบคิดของเขมรที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีพิพาทดินแดนนั้นมีอยู่อย่างน้อยสองเรื่อง
หนึ่ง คือชาตินิยมของเขมรนั้นมีศูนย์กลางในเรื่องของปราสาท ดังที่เห็นในธงชาติของเขาแหละครับ ปราสาททุกปราสาทนั้นเป็นส่วนประกอบของรากฐานอารยธรรมของเขา (แม้ว่าเขาพระวิหารจะไม่ใช่ปราสาทที่อยู่ตรงกลางของธงชาติ) ดังที่จะเห็นนะครับว่า แม้ว่าเขมรจะมีระบอบการเมืองหลายแบบ แต่แกนกลางของความเป็นชาติ คือเรื่องของมรดกของอารยธรรมในอดีตของเขา
ดังที่ "สรยุทธเขมร" หรือพิธีกรรายการยามเช้าของซีทีเอ็นของเขมรที่สามารถพูดภาษาไทยสลับกับเขมร ที่ย้ำเตือนเสมอว่า เขารบจนอิ่มแล้ว เขาอิ่มกับสงครามแล้ว แต่ถ้าไทยอยากจะรบอีก เขาก็จะรบ "เพื่อพิทักษ์สิ่งที่เหลืออยู่ หลังจากที่สูญเสียมามากแล้ว"
ดังนั้นโจทย์ของการรบเพื่อปกป้องอารยธรรมจากการรุกรานของทุกชาตินั้น จึงเป็นแกนกลางของการรบแบบชาตินิยม
สอง คือจากที่ได้สัมผัสกับประเด็นที่ชายแดน เขมรน่าจะมีแรงกดดันสองเรื่องลึกๆ หนึ่งคือ ในสังคมของเขานั้น นอกจากสูญเสียดินแดนแล้ว เขาสูญเสียทรัพยากรมากมายให้แก่ประเทศต่างๆ รวมทั้งกรณีใหญ่คือเวียดนามที่อพยพมาแย่งพื้นที่ทำกินของชาวเขมรอยู่มาก ดังนั้นการพยายามสร้างรายได้ผ่านการท่องเที่ยวจึงเป็นทางเลือกที่เร่งด่วนในการพัฒนาประเทศ
พลังขับดันเหล่านี้ทำให้เขมรต้องการดินแดน (ประเด็นนี้ไม่จำเป็นต้องอิงกับประวัติศาสตร์ยาวนาน) เพื่อประกาศอำนาจเหนือดินแดน จากนั้นก็จะได้สร้างความยืดหยุ่นกับดินแดน อาทิ ถอยร่นด่านเข้าไปเพื่อให้เกิดพื้นที่พัฒนาที่พึ่งพาทุนต่างชาติต่างๆ อยู่ดี ซึ่งการเขียนเช่นนี้ไม่ใช่แปลว่าจะสนับสนุนให้ยอมเขมร แต่ให้เข้าใจว่าแรงขับดันเบื้องหลังของเขาอยู่ที่ไหน และย้อนกลับมาถามว่าแรงขับดันของเราอยู่ที่ไหน?
นอกจากนี้การอธิบายดังกล่าวยังพยายามไปให้ไกลกว่าเรื่องของการมองว่าชาวบ้านสองฝ่ายไปมาหาสู่กันราวกับไม่รู้เรื่องพรมแดนเอาเสียเลย หรือมองว่าจะมีความเป็นไปได้ว่าพื้นที่สองประเทศจะไม่มีลักษณะของการมีเขตแดนเอาเสียเลย (นี่แหละมั้งที่นักการเมืองไทยทั้งหลายที่ถูกโจมตีว่าเอาใจเขมร ก้าวไม่พ้นจุดนี้ เพราะรู้ว่าแม้เขมรจะได้เปรียบ แต่เขาก็ต้องพึ่งเรา แต่คนบ้านเราก็มีประเด็นเช่นกันที่จะบอกว่า ทำไมเราจะไม่ลุยกับเขาซะบ้าง)
เอาเป็นว่า ก่อนจะรบหรือไม่รบ เราควรเข้าใจเรื่องที่ซับซ้อนที่จะผลักเราเข้าสู่สงครามและการต้านสงครามอีกสักนิดครับ



