ข่าว

ผ้าขาวกลางควันปืนเหยื่อเขมรปะทะไทย

ผ้าขาวกลางควันปืนเหยื่อเขมรปะทะไทย

09 ก.พ. 2554

ตลอด 3 วันที่ผ่านมา เด็กๆ ที่บ้านภูมิซรอล บ้านเสาธงชัย และอีกหลายหมู่บ้านที่อยู่ในวิถีกระสุนปืนใหญ่ ต้องคอยเฝ้าระวังฟังเสียงปืนใหญ่เหมือนสัญญาณปล่อยตัวจากจุดสตาร์ทก่อนจะออกวิ่งไปสู่เส้นชัย ต่างกันเพียงว่าสัญญาณปล่อยตัวคราวนี้ไม่ใช่เสียงนกหวีดแต่เป็นเสียง

 เหตุการณ์วันนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเขา วันที่ต้องหนีเอาตัวรอดอย่างทุลักทุเล บ้างถูกอุ้ม บ้างถูกลากอย่างถูลู่ถูกังอย่างน่าสมเพช เพื่อมานั่งทรมาน แออัด อุดอู้ หนาวเหน็บ อยู่ในท่อคอนกรีตที่ถูกทับด้วยถุงทราย หรือบังเกอร์ชั่วคราว นานนับสิบชั่วโมง
 
 วันนี้...ภายในศูนย์อพยพชั่วคราว อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ แววตาที่ยังไร้เดียงสาของบรรดาเด็กๆ ยังฉายแววความหวาดกลัว เด็กบางคนมีร่องรอยบาดแผลที่เกิดระหว่างการอพยพหนี้ภัยการสู้รบระหว่างทหารไทยกับทหารเขมรเมื่อหลายวันก่อน

 "กลัวมาก...ตกใจมาก รู้อย่างเดียวว่าต้องวิ่งเข้าไปในบังเกอร์ให้เร็วที่สุด" ด.ช.เอกชัย วัย 6 ขวบ เล่าถึงเหตุการณ์วันที่เสียงระเบิดดังขึ้น

 "อยากกลับบ้าน ไม่อยากให้มีการยิงกันอีกแล้ว" หนูน้อยวัย 6 ขวบ บอกถึงความรู้สึก ซึ่งไม่ต่างจากเด็กอีกหลายคนภายในศูนย์อพยพแห่งนี้

 "คุณเคยเห็นไหม เด็กที่ร้องไห้จนไม่มีน้ำตาและเสียงร้อง จะฉี่ก็ไม่ได้ฉี่ จะถ่ายก็ไม่ได้ได้ถ่าย เพราะพวกเขาไม่กล้าออกไปจากบังเกอร์ในเวลาที่เกิดการปะทะกัน เด็กๆ จะอยู่ในอาการตกใจหวาดผวา ต้องอยู่ในอ้อมกอดของพ่อแม่ ตัวสั่นเทาตลอดเวลา" จำนงค์ ถาวร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านเสาธง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เสริมภาพชีวิตที่เด็กๆ ต้องเผชิญในค่ำคืนที่เสียงปืนและระเบิดดังลั่นหมู่บ้าน

 ด้าน "สุดารัตน์ ไชยสัตย์" ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ศรีสะเกษ เขต 4 ระบุว่า ขณะนี้มีเด็กๆ กว่า 4,500 คน ที่ประสบภัยพิบัติสงคราม หรือคิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสงครามครั้งนี้  (คนชรา 40 เปอร์เซ็นต์ คนหนุ่ม-สาว 30 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งกระจายกันอยู่ในศูนย์อพยพชั่วคราว 38 จุด จุดใหญ่ที่มีเด็กรวมตัวกันอยู่มาก คือบริเวณที่หน้าที่ทำการอำเภอกันทรลักษ์ ซึ่งสภาพโดยทั่วไปนั้นเด็กๆ จะวิ่งเล่นกันไม่ไกลจากพ่อแม่นัก และแต่ละคนจะมีที่พักหลับนอนไม่สบายเท่าไหร่

 “เด็กส่วนใหญ่จะมีความเครียด ความกลัว และอาการตกใจ ในช่วงแรกๆ ของการเกิดเหตุการณ์ปะทะกัน แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งเขาก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านมาถึงวันนี้เข้าสู่วันที่ห้า เด็กใหญ่ที่กำลังจะต้องไปเรียนต่อ ม.1 ม.3 เริ่มที่จะมีอาการเครียดให้เห็น เพราะช่วงนี้เขาอยู่ในระหว่างที่จะต้องเตรียมตัวสอบและเข้าเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไป ซึ่งก็ได้ประสานไปยังโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงศูนย์อพยพ ให้ช่วยติววิชาเพื่อเตรียมสอบให้แล้ว" สุดารัตน์กล่าว

 “สุดารัตน์” บอกว่า ถึงแม้เด็กเล็กจะไม่มีภาวะความเครียดให้เห็น แต่ก็อาจมีหลบซ่อนอยู่ในจิตใจก็ได้ ดังนั้นเขาจึงต้องพยายามทำกิจกรรมสันทนาการให้เด็กๆ ที่อยู่ในศูนย์อพยพเหล่านี้ เช่น การแจกของเล่น กิจกรรมจิตอาสา ให้เขาบำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือสังคม ภายในศูนย์อพยพ เป็นต้น และตอนนี้กำลังขาดแคลนอุปกรณ์ในการส่งเสริมสันทนาการเด็ก เช่น กระดาษ และสีเทียน เป็นต้น

 สำหรับแผนระยะยาวที่สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา ศรีสะเกษ เขต 4 เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์สงครามที่อาจยืดเยื้อนั้น คือการ เปิดคอร์สการเรียนการสอนแบบคละชั้นในศูนย์อพยพแห่งนี้ โดยสอนการเรียนการสอนระดับชั้น ป.1-ป.3, ป.4-ป.6 และชั้นมัธยม ซึ่งจะต้องรอดูสถานการณ์ต่อไปอีกระยะหนึ่งก่อน นพ.เจริญ อ่ำกลิ่น จิตแพทย์ รพ.พระศรีมหาโพธิ์กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมาตั้งเต็นท์อำนวยการเยียวยารักษาผู้อพยพที่มีอาการป่วยทางจิต กล่าวว่า แน่นอนที่สุดเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติสงครามชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กๆ และชาวบ้านจะได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นชีวิต ความเป็นอยู่ การเรียน รวมถึงความสัมพันธ์กับคนรอบข้างจะถูกจำกัด ซึ่งเด็กบางคนนั้นไม่สามารถที่จะยอมรับและปรับตัวกับสภาพดังกล่าวได้

 “ช่วง 4-5 วันที่ผ่านมาเรายังไม่ได้สำรวจว่าเด็กมีอาการทางจิตหรือไม่ ส่วนใหญ่เราจะเยียวยาผู้ใหญ่และให้ความรู้เขาว่าควรจะดูแลปลอบโยนเด็กๆ อย่างไร ด้วยการสังเกตว่าเด็กมีอาการซึมเศร้าหรือไม่ เหตุการณ์แบบนี้จะต้องติดตามเป็นระยะๆ ตั้งแต่เกิดเหตุเด็กอาจตื่นตระหนก แต่ในวันต่อมาอาจปรับตัวรับสถานการณ์นั้นๆ ได้ แต่ถ้าเด็กไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะมีอาการซึมเศร้า กินข้าวกินปลาไม่ได้ ซึ่งจะต้องส่งให้จิตเวชดูแลรักษาต่อไป” นพ.เจริญแนะนำ
 

            ไชยฤทธิ์ เสนาวาที : เรื่อง
            วัชรชัย คล้ายพงษ์ :ภาพ