ข่าว

"ฮุน เซน"ฝัน"ยูเอ็น"ลงดาบไทย

"ฮุน เซน"ฝัน"ยูเอ็น"ลงดาบไทย

09 ก.พ. 2554

หลายประเทศยังคงติดตามปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ไม่แพ้กับสถานการณ์ในประเทศอียิปต์ เพราะปัญหาความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างไทย-กัมพูชา ดูจะรุนแรงและหนักหนาพอสมควร

 สิ่งสำคัญคือเมื่อฝ่ายกัมพูชาอย่าง สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรี พยายามเดินเกมรุกคืบรัฐบาลไทย ด้วยการทำหนังสือ “ฟ้องร้อง” คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถึงเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา ที่กล่าวหาว่าไทยรุกรานกัมพูชาก่อน

 การเดินเกมของ สมเด็จฮุน เซน ในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการที่จะให้ “ประเทศที่สาม” เข้ามาไกล่เกลี่ยยุติปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทั้ง 5 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน ที่เป็นสมาชิกร่วมคณะของยูเอ็น หวังกำราบประเทศไทยให้อยู่มัด

 แม้ว่า "ยูเอ็น" มีมติให้ นายอาร์เอ็ม มาร์ตี้ เอ็ม นาตาเลกาวา รมว.ต่างประเทศอินโดนีเซีย เป็นคนไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา แต่สมเด็จฮุน เซน เองไม่ต้องการอย่างนั้น อยากเห็น "ยูเอ็น" เข้ามาคลายปมมากกว่า

 แต่ขณะที่รัฐบาลไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็พยายามเดินเกมในเรื่องนี้เช่นกัน ด้วยการทำหนังสือถึงยูเอ็น เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง แม้ว่าจะทำช้ากว่ากัมพูชาก็ตาม

 การเชิญเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยมารับฟังข้อเท็จจริงผ่านทาง นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อต้นสัปดาห์ก่อนก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่รัฐบาลพยายาม “พลิกเกม” ของกัมพูชาในเวลานี้

 และในวันที่ 9 กุมภาพันธ์  นายกษิตจะนำทีมเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยเกือบ 20 ประเทศ มาดูสถานการณ์ในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมกับสภากาชาดสากลของยูเอ็น ก็ติดตามมาดูพื้นที่จริงในครั้งนี้ด้วย

 ขณะที่กัมพูชาเอง พยายามดิ้นเชิญทูตต่างๆ ในกัมพูชามาเข้ารับฟังการชี้แจงเช่นกัน แต่ไม่ลืม “ตัดสิทธิ์” เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ ให้เข้ารับฟังการชี้แจงข้อเท็จจริงของกัมพูชา

 การ “ตัดสิทธิ์” ในครั้งนี้ จึงถูกมองว่ากัมพูชาพยายามเล่นเกมบี้รัฐบาลไทยทุกช่องทางเพียงหวัง “แต้มต่อ” ในหมากเกมนี้ก็เป็นได้

 แม้ว่านายกษิต หารือระหว่าง นายอาร์เอ็ม มาร์ตี้ เอ็ม นาตาเลกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ว่า ทางออกที่ดีในขณะนี้ คือตั้งโต๊ะเจรจา ซึ่งการที่ประธานอาเซียนมารับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นระหว่างไทย-กัมพูชา โดยอาเซียนพร้อมให้การสนับสนุนการเจรจาแก้ไขปัญหาเพื่อหาทางออกของสองประเทศ เพื่อให้เกิดความเจริญมั่นคงไป

 ก่อนหน้านี้ นายอาร์เอ็ม มาร์ตี้ เอ็ม นาตาเลกาวา ได้ไปเยือนกัมพูชา และได้พบกับ นายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศกัมพูชา

 ขณะที่ด้านกองทัพ ผบ.เหล่าทัพ ได้หารือสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ก็ได้ข้อสรุปเพื่อชี้แจงต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นัดพิเศษ ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายอภิสิทธิ์ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อให้แต่ละหน่วยดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อยู่ในภาวะเรียบร้อย โดยกระทรวงกลาโหมให้นโยบายเหล่าทัพนำไปปฏิบัติ 3 เรื่อง คือ 1.ไม่รุกรานใครและเราต้องรักษาอธิปไตยตามแนวชายแดนเอาไว้ให้ได้ 2.เราต้องดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนตามแนวชายแดน 3.เราต้องยึดมั่นในสนธิสัญญากฎบัตรระหว่างประเทศ และเอ็มโอยูปี 2543

 “หากกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทย ทหารจำเป็นต้องตอบโต้ในการรักษาอธิปไตย โดยตอบโต้ไปเฉพาะที่หน่วยทหารเท่านั้น จะไม่มีการตอบโต้ไปยังประชาชน เราจะไม่ยอมเสียพื้นที่หรือดินแดนให้แก่ใครที่ผ่านมา ถ้าพูดจากันไม่เข้าใจก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะให้เราถอนทหารออกมาเราก็ทำไม่ได้ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีให้กระทรวงมหาดไทยดูแลประชาชน และให้อพยพไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยทั้งหมดแล้ว”

 พล.อ.ประวิตรมั่นใจว่าสถานการณ์จะไม่ขยายวงกว้างเป็นสงคราม ขณะนี้หน่วยทหารในพื้นที่พูดจากัน แต่อาจจะมีการกระทบกันในบางจุด ซึ่งคงจะต้องเร่งในเรื่องการประชุมเจบีซี เพื่อแก้ไขปัญหา

 ส่วนกรณีที่กัมพูชาระบุว่า จะไม่เจรจากับประเทศไทย แต่จะให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมาแก้ปัญหานั้น เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการในเรื่องของสหประชาชาติ และต่างประเทศ ทางเราก็ดูแลสถานการณ์ชายแดน

 “แม่ทัพภาคที่ 2 ได้คุยกับแม่ทัพภาคของกัมพูชา ถ้าไม่พูดคุยกันคงยิงกันมากกว่านี้ คงยิงกันตลอดเวลา ไม่มีเวลาหยุดยิง ซึ่ง ผบ.เหล่าทัพคงประชุมหารือ เพื่อนำแนวนโยบายนี้ไปดำเนินการในการแก้ไขปัญหา ขอยืนยันว่ากองทัพพร้อมจะดูแลและรักษาอธิปไตยของประเทศไว้อย่างเต็มที่ รวมถึงการดูแลประชาชนตามแนวชายแดน ให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” พล.อ.ประวิตรกล่าว

ทีมข่าวความมั่นคง