
ไออาร์พีซีเร่งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ
ไออาร์พีซีคาดโครงการผลิตไอน้ำและไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเสร็จกรกฎาคมนี้ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 4.2 แสนตัน สูงสุดในประเทศไทย เล็งขายคาร์บอนเครดิต ยกรายได้ครึ่งหนึ่งให้กองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังเยี่ยมชมการดำเนินงานโรงไฟฟ้าอิโซโกะ ของบริษัทเจพาวเวอร์ ประเทศญี่ปุ่นว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของไออาร์พีซี และเป็นต้นแบบการบริหารจัดการที่ดี ทั้งด้านการผลิตและการรักษาสิ่งแวดล้อมของโครงการผลิตไอน้ำและไฟฟ้าร่วม (CHP) กำลังการผลิต 220 เมกะวัตต์ และผลิตไอน้ำ 420 ตันต่อชั่วโมง โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง มูลค่าโครงการ 8,000 ล้านบาท
ขณะนี้โครงการดังกล่าวสามารถผลิตไอน้ำและไฟฟ้าได้แล้ว 1 หน่วยผลิต จาก 6 หน่วยผลิต คาดว่าจะเปิดดำเนินการเต็มที่ในเดือนพฤษภาคม และจะเสร็จทั้งหมดภายในเดือนกรกฎาคมนี้ จากนั้นบริษัทจึงจะหยุดดำเนินการโรงไฟฟ้าที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงในระบบเดิมทันที ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมันเตาในการผลิตไอน้ำลงได้ 2.4 แสนตันต่อปี หรือลดค่าใช้จ่ายลงได้วันละ 5 ล้านบาท หรือเดือนละ 150 ล้านบาท
ทั้งนี้ โครงการผลิตไอน้ำและไฟฟ้าร่วม สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกสู่บรรยากาศได้สูงถึง 4.2 แสน ตันต่อปี ซึ่งเป็นโครงการแรกของประเทศไทย ที่สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุด และยังสามารถขายเป็นคาร์บอนเครดิตได้อีก โดยเบื้องต้นครึ่งหนึ่งของรายได้ที่ได้จากการขายคาร์บอนเครดิต จะนำไปตั้งเป็นกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า
สำหรับแนวโน้มธุรกิจโรงกลั่นในปีนี้ อาจต้องเผชิญกับความยากลำบาก เนื่องจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ทำให้โรงกลั่นไม่สามารถเพิ่มกำลังการกลั่นได้ อีกทั้งธุรกิจพลังงานยังถูกควบคุมโดยภาครัฐ จากการตรึงราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือแอลพีจี และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ หรือเอ็นจีวี รวมทั้งแนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตที่จะเพิ่มขึ้น ทำให้การใช้น้ำมันในประเทศไม่เติบโตมากนัก



