ข่าว

 บทเรียนราคาแพงจากวันตรุษจีน

บทเรียนราคาแพงจากวันตรุษจีน

09 ก.พ. 2554

ตรุษจีนปีนี้ผมไม่ได้กลับบ้าน คือความรู้สึกผิดหวังเล็กๆ เหมือนหลายๆ ปีที่ผ่านมา ด้วยอาชีพลูกจ้างทำให้เราไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้มากนัก เพราะภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่แบกไว้ เว้นแต่ว่าปีไหนโชคดีที่วันไหว้เจ้าตรงกับวันเสาร์อาทิตย์ก็จะถือเป็นโอกาสพิเศษของค

 อันที่จริงครอบครัวเราก็ไม่ใช่ว่าจะมีสายเลือดของความเป็นจีนเข้มข้นมากนัก จะมีก็แต่ ”ก๋ง” หรือปู่ที่อพยพเสื่อผืนหมอนใบรอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเลมาขึ้นฝั่งพึ่งพระบรมโพธิสมภารบนผืนแผ่นดินอันสุขสงบร่มเย็นแห่งนี้ หลังจากนั้นเราก็ค่อยๆ กลายพันธุ์เพิ่มความเป็นไทยมากขึ้นตามลำดับ แต่ด้วยความที่แม่ผมเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญอย่างสูงยิ่งต่อเรื่องบุพการีและความกตัญญูกตเวทีที่พร่ำสอนมาถึงลูกๆ และมีความเชื่อมั่นว่าหนทางที่ดีที่สุดที่ลูกๆ จะตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ในยามที่ท่านจากเราไปแล้วได้ดีที่สุดคือการไหว้เจ้าไหว้บุพการี ด้วยเหตุนี้ทำให้แม่ผมตั้งตารอวันตรุษจีนของทุกๆ ปีเสมอ

 ตรุษจีนที่บ้านจึงคึกคักมากในช่วงที่ผมเป็นเด็ก จำได้ว่าสิ่งของที่สรรหามาไหว้เราทำเองเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขนมเข่ง ขนมเทียนหลากรส ของหวานแบบไทยๆ สารพัดชนิด ซึ่งแม่ทำได้ทุกอย่างและอร่อยทุกอย่างอย่างน่าอัศจรรย์ทั้งๆ ที่แม่เป็นลูกครึ่งไทยจีนที่ใครๆ โดยเฉพาะลูกค้าและชาวนาชาวไร่เรียกขานกันว่า “เจ๊” ส่วนผลไม้หลากชนิดเราก็เก็บมาจากสวนผสมรอบๆ บ้าน โดยฝีมือการปลูกของพ่อ ไม่ว่าจะเป็นขนุน มะเฟือง ละมุด กล้วย มะพร้าว ชมพู่ ส้มโอ ส้มซ่า ส้มเขียวหวานที่ไม่ค่อยหวานและผิวไม่ค่อยสวยแต่ปลอดภัยเพราะไร้ยาฆ่าแมลง และละมุดสีดาผลไม้ซึ่งคนรุ่นใหม่อาจไม่รู้จัก หากินยาก รสชาติดี ซึ่งยังมีหลงเหลืออยู่ถึงวันนี้

 อย่าว่าแต่ของหวาน ของคาวเราก็ทำกันเองหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นไข่สดใบใหญ่ๆ จากฝูงเป็ดที่เลี้ยงไว้ริมท่าน้ำ ไข่เป็ดพวกนี้จะสีสดโดยเฉพาะไข่แดงเพราะนอกจากจะได้กินอาหารอุดมสมบูรณ์จากกุ้งหอยปูปลาในแม่น้ำหน้าบ้านแล้ว ยังมีรำข้าวและปลายข้าวที่ร่วงออกมาจากริมยุ้งมีให้กินไม่อั้น จะมีก็แต่หมูที่เราไม่ได้เลี้ยงเองจึงต้องซื้อมาจากตลาด เพราะแม้แต่ไก่นับสิบตัวที่ซื้อจากชาวบ้านรอบข้าง เรียกว่าเป็นไก่บ้านจริงๆ ก็ซื้อมาทั้งเป็นๆ แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ “จับกัง” หรือคนงานในโรงสีของเราทำหน้าที่เพชฌฆาต ส่วนผมก็ทำหน้าที่ถอนขนหลัง อย่างที่บอกว่าเราทำเองหลายๆ อย่างด้วยเหตุนี้ตรุษจีนแต่ละครั้งจึงเป็นมหกรรมเล็กๆ ที่บ้าน เป็นมหกรรมที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน เฮฮา อยู่หลายวันกว่าจะจบ เพราะบางบ้านเขาไหว้กันวันเดียวก็จบแล้ว แต่ที่บ้านดูจะเคร่งกว่าคนจีนที่เป็นจีนเต็มร้อยบางบ้านเสียอีก เพราะไหว้กันสามวันเลยทีเดียว

 แม้พิธีไหว้จะจบแล้ว แต่ภารกิจของผมยังไม่จบ ในฐานะลูกชายหัวแก้วหัวแหวนและเป็น “ตั้วเฮีย” คือลูกชายคนโตของบ้านจึงยังมีภารกิจต่อไปอีก คือการตระเวนขนอาหารคาวหวานที่โหมทำไว้สองสามวันก่อนและใช้ในพิธีไหว้เรียบร้อยแล้วออกไปแจกจ่ายให้พี่น้องคนไทยแท้ที่อาศัยอยู่รอบๆ บ้าน คนที่ได้รับก็จะให้ศีลให้พรเป็นการตอบแทนน้ำใจไมตรี ที่สนุกคือชาวนาที่เราคุ้นเคยเนื่องจากขายข้าวให้เราบ้าง ยืมเงินเราใช้บ้าง ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะอาศัยอยู่ในท้องทุ่ง เราก็ต้องระหกระเหินไปหาจนได้ บางครั้งบางปีเกิดน้ำหลากก็ต้องใช้วิธีพายเรือหรือไม่ก็เอาเรือติดเครื่องยนต์ลำเล็กลัดเลาะไปตามคลองเล็กๆ ซึ่งใช้เวลานานโขกว่าจะไปถึง

 บทเรียนชีวิตในวัยเยาว์สอนให้ผมรู้ว่าการอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยการแบ่งปัน การให้ความรัก การมีน้ำใจต่อเพื่อนบ้านจะทำให้เราอยู่อย่างมีความสุข และปลอดภัย เพราะแม้ในยามที่เกิดเหตุการณ์ข้าวยากหมากแพงขึ้นในบ้านเมือง มีการปล้นจี้ไม่เว้นแต่ละวันใน พ.ศ.นั้น และที่บ้านคือเป้าหมายต้นๆ ของอำเภอ แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่เราจะตกเป็นเหยื่อ เพราะผู้คนที่อยู่รอบข้างบ้านใกล้เรือนเคียงต่างทำหน้าที่เป็นป้อมปราการยักษ์ที่ปกป้องเราไว้ตลอดมา ประเทศก็น่าจะเช่นเดียวกัน